‘ปางขอน-ผาลั้ง’ เส้นทาง ‘กาแฟยั่งยืน’ รายได้ และความหวังของคนบนดอย

11.12.25 | 14:18 น.

‘ปางขอน-ผาลั้ง’ เส้นทาง ‘กาแฟยั่งยืน’ รายได้ และความหวังของคนบนดอย

ท่ามกลางสายหมอกที่คลอเคลียไหล่ภูเขาของจังหวัดเชียงราย ถนนลัดเลาะสู่ยอดดอยนำพาผู้มาเยือนไปสัมผัสพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยลิ้นจี่ ลูกไหน และผลไม้เมืองหนาวหลากชนิด แต่รายได้กลับผันผวนและไม่มั่นคง ทว่าในวันนี้ ภูเขาเหล่านั้นถูกปกคลุมไปด้วยผืนสีเขียวของต้นกาแฟนับพันต้น สัญลักษณ์แห่ง “อาชีพใหม่” ที่กำลังเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้คนในบ้านปางขอนและผาลั้งอย่างงดงาม

เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจของ “บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)” หรือ OR ที่มองไกลไปกว่าการเสิร์ฟกาแฟหนึ่งแก้ว หากแต่ต้องการเสิร์ฟ “โอกาส” และ “ความยั่งยืน” ให้แก่ผู้คนตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

Advertisement

 

 

“พงษ์ศักดิ์ ภัทรเมธีวิญญู” ผู้จัดการฝ่ายบริหารห่วงโซ่อุปทานเมล็ดกาแฟดิบ OR เล่าด้วยแววตาเปี่ยมพลังว่าโครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งที่ OR ทำต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพราะเราเชื่อว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรต้องเริ่มต้นจาก ‘ความรู้’ และ ‘มาตรฐาน’ ไม่ใช่แค่การรับซื้อ เราลงพื้นที่หลายจังหวัด เพื่อสร้างระบบปลูกกาแฟที่มีคุณภาพและสร้างตลาดที่โปร่งใส เป็นธรรม ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงจริง ๆ ไม่ใช่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เราเลือก ‘พัฒนาไปด้วยกัน’ เพราะ OR ตั้งใจเข้ามาในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ร่วมสร้างระบบที่เดินไปด้วยกัน พอชาวบ้านมีปัญหา เราลงพื้นที่ทันที และช่วยแก้ไขปัญหา เป้าหมายคือทำให้กาแฟเป็นอาชีพที่มั่นคงในระยะยาวจริง ๆ

พงษ์ศักดิ์ ภัทรเมธีวิญญู

คาเฟ่อเมซอนเราเป็นร้านกาแฟที่มีมานาน สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมกาแฟคือ ความพร้อมของเกษตรกรผู้ปลูก และปริมาณผลผลิตที่เพียงพอ เพราะวันนี้การเสิร์ฟกาแฟ 1 แก้ว มันไม่ใช่แค่กาแฟที่เติมคาเฟอีน แต่มันต้องเป็น ‘กาแฟที่มีอารมณ์และความหมาย’ กาแฟที่ช่วยให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน” เขาเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“เรายึดแนวคิด ‘กาแฟที่แฟร์กับคนทั้งโลก’ หมายความว่ามันต้องแฟร์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค แต่รวมถึงเกษตรกรทุกคนด้วย”

ซึ่งตลอดสองปีที่ผ่านมา “คาเฟ่อเมซอน” ตอกย้ำวิสัยทัศน์นี้อย่างต่อเนื่อง และปีนี้คือโอกาสดีที่ได้นำสื่อและผู้สนใจเดินทางไปสัมผัส และเห็นด้วยตาของจนเองทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นกาแฟเมล็ดเล็ก ๆ สู่กาแฟหนึ่งแก้วที่เสิร์ฟในร้านกว่า 4,500 สาขา แล้วถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน ดอยเหล่านี้เคยเป็นอย่างไร “สิบปีที่แล้วแถวนี้เป็นป่าเหมือนเดิมครับ” พงษ์ศักดิ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตามหาพื้นที่ต้นแบบในการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน

ทีมงานของ OR ลงสำรวจหลายจังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย น่าน เพื่อหาพื้นที่ที่ชุมชนปลูกกาแฟอยู่แล้ว แต่ยังขาดตลาดและความรู้ “ปางขอน” จึงถูกเลือกเป็นพื้นที่แรกของการพัฒนา ก่อนจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น แต่ในวันนั้น ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะสวยงาม

“จริงๆ ตอนนั้นเรากลัว ปางขอนเก่งอยู่แล้ว เราจะเป็นตัวถ่วงไหม พอได้คุยจริง ๆ ความกลัวผิดพลาด เพราะชาวบ้านมองว่าคนคิดว่าเขาเก่ง มีตลาด แต่จริง ๆ ไม่มีตลาดยั่งยืน ทุกคนมาแล้วก็จากไป ชาวบ้านมองว่าปีนี้เราจะขายใครดี ในทุกๆ ปี ชาวบ้านทำกาแฟเพื่อเป็นอาชีพแต่ไม่ยั่งยืนสักที รวมถึงชาวบ้านเองก็ขาดความรู้ในหลายด้าน พอเราอบรมและให้เขาประเมินคุณภาพกาแฟ บางคนตกใจเมื่อเห็นชื่อของตัวเองในหมวดกาแฟที่คนไม่ซื้อซ้ำ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เราต้องทำงานอย่างจริงจัง”

ด้านชุมชนบ้านปางขอนมีผู้นำที่เข้มแข็งอย่าง “ธีรศักดิ์ วุยยะอากุ” ประธานวิสาหกิจชุมชน ผู้เติบโตมากับกาแฟตั้งแต่ยุคพ่อแม่ แต่ขาดองค์ความรู้และตลาดรองรับ เขาเล่าว่า “คนปลูกกาแฟกันมานาน แต่ไม่มีใครซื้อ บางปีขายต้นเมษายน ได้เงินธันวาคม ระหว่างนั้นก็ต้องไปกู้เงินซื้อปุ๋ย เราเลยรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างตลาดของเราเอง แต่ก็ยังติดปัญหาเยอะจนกระทั่ง OR เข้ามาช่วยดูทั้งระบบ”

ธีรศักดิ์ วุยยะอากุ

หลังจากนั้น ปี 2560 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เมื่อ คาเฟ่อเมซอน ลงนามความร่วมมือกับชุมชน และเริ่มรับซื้อเมล็ดกาแฟอย่างมีมาตรฐาน ช่วยสร้างโครงสร้างราคาที่โปร่งใส เป็นธรรม และมีความมั่นคง ผลลัพธ์คือจากผู้ปลูกไม่กี่สิบครัวเรือน ปัจจุบันปางขอนมีมากกว่า 100 ครัวเรือนที่ปลูกกาแฟเป็นอาชีพหลัก รายได้มั่นคงขึ้น และความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ในส่วนของอีกฟากหนึ่งของภูเขา “หมู่บ้านผาลั้ง” ที่เคยพึ่งพาลิ้นจี่เป็นพืชหลัก รายได้ดีในบางปี แต่เสี่ยงสูงในหลายปีสภาพอากาศแปรปรวน การกดราคารุนแรง ชุมชนจึงไม่มีเสถียรภาพด้านรายได้ เมื่อเห็นความสำเร็จของปางขอน ชาวผาลั้งเริ่มสนใจปลูกกาแฟ แต่เนื่องจากเป็นหมู่บ้านห่างไกลมาก ต้องใช้เวลากว่า 3-4 ชั่วโมงในการเดินทางจากพื้นที่ล่าง แถมไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ แต่ OR ก็ยัง “เลือกเข้าไปในที่ที่ขาดโอกาสที่สุด”

ปี 2561 ทีมคาเฟ่ อเมซอน เริ่มสอนการปลูกกาแฟตั้งแต่พื้นฐาน และรับซื้ออย่างยั่งยืนตามมาตรฐานผลลัพธ์น่าทึ่ง ไม่ถึงสิบปี ผาลั้งปลูกกาแฟ 100% กว่า 200 ครัวเรือน รายได้เฉลี่ย หลักแสนบาทต่อปีต่อครัวเรือน จากกาแฟเพียงอย่างเดียว

ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านผาลั้ง “ตอนชิง พัชรมโน” เล่าว่า “เมื่อก่อนผมยังกินกาแฟไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่รู้ว่านี่คือพืชที่ให้โอกาส วันนี้กาแฟดูแลทั้งป่าและครอบครัวเราไปพร้อมกัน ถ้าป่าดี กาแฟก็ดี”

ตอนชิง พัชรมโน

กระทั่งเดินทางมาถึงปีนี้ ที่เชียงรายเผชิญทั้งฝนตกหนักและอากาศร้อนผิดปกติ ทำให้ต้นกาแฟหลายแปลงเสียหาย ทีมคาเฟ่ อเมซอน ลงพื้นที่ทันที ช่วยปลูกต้นกล้าใหม่ จัดการแหล่งน้ำ และส่งเสริมการปลูกไม้ร่มเงา ตลอดเวลาที่ผ่านมา OR มอบต้นกล้ากาแฟให้สองชุมชนรวมกว่า 5,000 ต้น แต่ความช่วยเหลือไม่ได้มีเพียงด้านการปลูก ในทุกการประชุมหมู่บ้าน “กาแฟ” ถูกบรรจุเป็นวาระสำคัญ สมาชิกที่เข้าร่วมสม่ำเสมอจะได้รับ “ราคาส่วนบวกเพิ่ม” เพื่อจูงใจให้ดูแลคุณภาพเมล็ดตามมาตรฐาน “คาเฟ่ อเมซอน สแตนดาร์ด” นี่คือโมเดลที่ทำให้เกษตรกร “มีส่วนร่วมจริง” ไม่ใช่ผู้รับความช่วยเหลือฝ่ายเดียว

พิชาภรณ์ วงศ์ศรี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร OR กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลลัพธ์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่ OR สานต่อโครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนจากบ้านปางขอนและผาลั้ง ตั้งใจจริงแค่ไหนกับกาแฟที่พวกเขาใส่หัวใจในการปลูก เพราะกาแฟทำให้ความหวังของคนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านนี้เติบโตต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่เริ่มกลับมา ปลูกกาแฟ เปิดคาเฟ่ เปิดโฮมสเตย์ และสร้างอนาคตของตัวเองบนผืนดินของบ้านเกิด

พิชาภรณ์ วงศ์ศรี

วันนี้คาเฟ่ อเมซอน เสิร์ฟกาแฟกว่า 400 ล้านแก้วทั่วโลกต่อปี และในจำนวนมหาศาลนั้น มีเมล็ดกาแฟจากปางขอนและผาลั้งซ่อนอยู่ในทุกแก้ว ไม่ใช่แค่รสชาติที่ดีขึ้น แต่คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนกว่า 300 ครัวเรือน

เด็กหนุ่มที่เคยต้องไปทำงานต่างประเทศ กลับมาดูแลไร่กาแฟของครอบครัว บ้านที่เคยไร้ไฟฟ้าวันนี้มีแสงสว่าง มีทีวี มีอินเทอร์เน็ต คนที่เคยไม่มั่นใจในคุณภาพกาแฟของตัวเอง วันนี้ภูมิใจที่กาแฟของเขาอยู่ในร้านทั่วประเทศ ป่าที่เคยเสี่ยงต่อการถูกเผา กลับถูกปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น เพราะกาแฟต้องการร่มเงาที่ดี ทั้งหมดนี้ เริ่มจาก “กาแฟหนึ่งต้น” และ “ความตั้งใจที่อยากยืนเคียงข้างชุมชนจริง ๆ”

เพราะกาแฟที่ดี ไม่ได้เติบโตในดินเพียงอย่างเดียว แต่เติบโตบนความรู้ ความร่วมมือ และความหวังของผู้คนในทุกพื้นที่ เมื่อกาแฟถูกดูแลด้วยความรัก สิ่งเหล่านั้นก็จะถูกขยายผล กลับมาดูแลชุมชน ป่าไม้ และอนาคตของผู้คนได้อย่างงดงาม เรื่องราวของปางขอนและผาลั้ง คือคำยืนยันว่า ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ เมื่อตั้งใจ “เติบโตไปด้วยกัน” อย่างแท้จริง