ข่าวคราวการค้าประเวณีเด็กที่จ.แม่ฮ่องสอน อันเริ่มจากแม่ของเด็กหญิงรายหนึ่ง เข้าแจ้งความแก่ตำรวจ ว่าถูกตำรวจในพื้นที่บังคับให้ขายบริการ ขยายผลถึงข้าราชการระดับสูงอย่างผู้ว่าราชการจังหวัด และนายตำรวจบิ๊กเนมเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่อเนื่องไปถึงกระบวนการยุติธรรมที่ผู้ติดตามข่าวหลายคนเกิดข้อกังขา และกลายเป็นคดีใหญ่ที่สะท้อนสิ่งต่างๆที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
โดยเฉพาะกับวัฒนธรรมที่เรียกว่า “เลี้ยงดูปูเสื่อ” สะท้อนให้เห็นต่อไปถึงกระบวนการค้าประเวณีที่เกิดขึ้นกับเด็ก
จะเด็จ เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เผยว่า กว่า 30 ปี ที่ได้ทำงานด้านนี้มาพบว่าปัญหาเลี้ยงดูปูเสื่อนี้ไม่เคยหายไป อาจมีเงียบหายไปบ้างแต่สุดท้ายเราก็รู้ว่ายังอยู่ เพราะค่านิยมชายเป็นใหญ่ถูกฝังมานาน ชายวัยรุ่นต้องถูกสอนให้ขึ้นครู ไปกินเหล้า เมื่อไปอยู่ในระบบราชการสิ่งนี้ก็ตามไป และก็มีการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมให้ดีขึ้นน้อยมาก แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญเท่าๆ กันคือเรื่องค่านิยมการไม่ยอมรับผิด ที่มีอำนาจแฝงครอบงำอยู่
“หากสังคมไม่แตะเรื่องนี้ในระบบโครงสร้าง ไม่สอนเรื่องวิธีคิดเรื่องเพศตั้งแต่วัยรุ่น ละครต่างๆ ยังไม่ให้เกียรติเพศหญิง สิ่งนี้ก็จะฝังรากลึกต่อไป” จะเด็จ ย้ำ
ชลีรัตน์ แสงสุวรรณ ผู้ประสานงานมูลนิธิพิทักษ์สตรี กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ลงพื้นที่พบว่าไม่ได้มีเพียงเด็กหญิงชาวไทยเท่านั้น แต่ยังมีชาวต่างชาติรวมถึงชายชาวแอฟริกาที่ถูกล่อลวงมาค้าประเวณีที่ไทยด้วย นั่นก็เพราะมีคนต้องการซื้ออยู่
“การเลี้ยงดูปูเสื่อ อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุทั้งอยากเติบโตในหน้าที่ และให้การทำงานคล่องตัว สถานบริการเหล่านี้ เมื่อนำเด็กส่งเป็นเครื่องบรรณาการ มักสร้างมายาคติว่าเด็กเหล่านี้ตั้งใจมาเอง โดยมีกุศโลบายให้เด็กไปเสริมสวยฟรี ไม่ว่าจะเป็น ทำหน้า ทำคาง แต่พอเอาเข้าจริง กลับไม่ฟรี และเงินที่เสริมสวยไปทั้งหมด กลายมาเป็นหนี้ก้อนโตให้เด็กต้องทำงานชดใช้ หากเด็กรับแขกเยอะหนี้จะหมดไว คนจึงมองว่าตั้งใจมาขายอยู่แล้ว บางคนติดหนี้ถึง 2 แสนบาท อย่างกรณีหนึ่งเราพบว่ามีเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริการต่างๆถึง 29 คนในช่วงเวลาเพียง 1 เดือน ข้าราชการบางคนมีชื่อเปิดห้อง 9 ห้องในคืนเดียว ซึ่งไม่มีทางที่คนเดียวจะนอน 9 ห้อง ซึ่งทุกอย่างมีรายชื่อหากเกิดเหตุใดๆขึ้น เป็นข้อแม้ให้ข้าราชการในรายชื่อต้องลงมาช่วย มิเช่นนั้นรายชื่อทั้งหมดก็จะถูกเปิดเผยออกไป” ชลีรัตน์เผย


ขณะที่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งของ ดร.อภัสรินทร์ ขณะรัตน์ นักวิชาการอิสระ ด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มคนขายบริการอายุน้อยจำนวนมาก ในอดีตคนทำอาชีพขายบริการอาจเกิดจากการถูกบังคับ หรือหลอกล่อ ปัจจุบันผู้ไม่สมัครใจโดนบุพการีขาย หรือถูกดมยาแล้วแบล็กเมลล์จนต้องขายบริการลดลง แต่มีการล่อลวงโดยระบบทุนนิยมมากขึ้น เช่น ซื้อไอโฟนให้เพื่อนทุกคนที่อยู่ในระบบและไปชวนเพื่อนคนอื่นต่อ เพื่อให้ได้รับการยอมรับในหมู่เพื่อน รวมไปถึงการเป็นแฟนที่ผู้ชายติดต่อให้แลกกับคำว่ารัก อีกลักษณะคือการเป็นแม่เล้าวัยเยาว์ ที่จะสลับหน้าที่เป็นแม่เล้ากันในกลุ่มได้เมื่อใครมีแขก
“เด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่เด็กมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย แต่เด็กๆที่รวยก็มาทำ เพราะต้องการการยอมรับ หรือส่วนหนึ่งครอบครัวเปราะบาง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เจอ คนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่บางกรณีลูกทำมาแล้วหลายปี พ่อแม่เพิ่งรับรู้ ซึ่งสถานที่บริการก็ไม่จำกัดแค่ซ่องอีกแล้ว แต่ยังรวมถึงสปา โรงแรม 5 ดาว ซึ่งเด็กๆเช็คอินลงเฟซบุ๊กเอง บางครั้งการนอนกับคนดังถือเป็นความภาคภูมิใจด้วยซ้ำ นี่เองนำไปสู่วงจรการค้ามนุษย์และค้าประเวณีด้วย”
นอกจากนี้ ดร.อภัสรินทร์ ยังเผยว่า วัฒนธรรมเลี้ยงดูปูเสื่อไม่จำกัดแค่ภาคราชการ แต่บริษัทเอกชนเองก็มีการบริการเช่นนี้เช่นกัน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่หลังจากซื้อบริการแล้วเด็กและผู้ใหญ่นั้นก็มีการแลกเบอร์ติดต่อ โอนเงินให้ใช้แลกกับการให้บริการครั้งต่อๆไป ซึ่งหลายครั้งเมื่อเราลงพื้นที่เด็กเองก็ไม่ต้องการให้เราช่วย
อีกปัญหาใต้พรมที่รอการเปิดดู




