มีคำกล่าวว่า “ครอบครัว” คือ “รากฐานสร้างชีวิตที่สำคัญที่สุด” แต่ใช่ว่าครอบครัวของคนทุกคนจะเหมือนกัน ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่เติบโตขึ้นด้วย ครอบครัวทดแทน ในมูลนิธิต่างๆ รวมถึง มูลนิธิโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่สร้างโอกาสให้เด็กเติบใหญ่เป็นคนดีของสังคมเช่นเดียวกัน

เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กโสสะผู้ประสบความสำเร็จ ในโอกาสเดือนพฤษภาคม ที่สหประชาชาติได้ประกาศให้มีวันครอบครัวสากล มูลนิธิโสสะฯ จึงได้จัดงาน “ครอบครัวคือชีวิต” พร้อมได้ คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์ ประธานกรรมการที่ปรึกษา มาร่วมงานด้วย

หนึ่งในคนต้นแบบของครอบครัวโสสะ นิธิรุจน์ ลภัสเกียรติสกุล ผู้จัดการสาขาอาวุโส ธนาคารกรุงไทย จากหมู่บ้านเด็กโสสะบางปู สมุทรปราการ กล่าวว่า เข้ามาเป็นเด็กโสสะตั้งแต่อายุ 11 ปี เพราะพ่อแม่แยกทางกัน ที่บ้านมีคุณแม่ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งดูแลเราทุกเรื่อง เช่นการเรียนที่เราเองอยากเรียนช่างกล แต่คุณแม่ก็ห่วงว่าอนาคตไม่ไกล ให้เรียนต่อปริญญาตรีจนสุดท้ายสอบเข้าธนาคารได้ และเลื่อนตำแหน่งมาเรื่อยๆ แรกทีเดียวก็คิดว่าขอเพียงให้ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่เมื่ออยู่ไปก็พยายามมากขึ้น ยึดหลักตั้งใจ ทุกวันนี้มีลูกสาวก็พาไปสัมผัสกับชีวิตวัยเด็กของเราตลอด ให้เขารู้ว่าสังคมแตกต่างกัน และเราต้องขยัน ตั้งใจ

ไม่ต่างกันกับ แป๋ม – ชุดติมาพร ธรรมวิฐาน นักวิชาการสิ่งแวดล้อม จากบ้านเด็กโสสะ หนองคาย ที่เพราะคุณพ่อคุณแม่อายุมาก และมีพี่น้องหลายคน หากไม่เข้าสู่มูลนิธิย่อมเป็นการยากที่ได้เรียนหนังสือ ซึ่งแป๋ม เล่าว่าช่วงเด็กเคยถูกล้อว่าเป็นลูกโสสะบ้าง แต่ก็ไม่ได้นำสิ่งนั้นมายึดถือเป็นสิ่งสำคัญ แต่มองว่าโอกาสต่างหากที่ควรสนใจ จึงพยายามทำทุกอย่างในชีวิตให้ดีที่สุดเพราะอาจไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว ได้แต่มองว่าต้องทำให้ดี ไม่ให้ด้อยกว่าใคร

ปิดท้ายด้วย เจ้าของสวนผลไม้อย่าง ชอุ่ม พนาลี จากบ้านเด็กโสสะหาดใหญ่ สงขลา บอกว่า เมื่อได้มาอยู่ในมูลนิธิได้ฝึกหัดทำงานบ้าน เรียนหนังสือ ซึ่งแม่จะสอนสิ่งต่างๆทำให้เติบโตขึ้นสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะกับเรื่องเงินทอง ที่เพราะเงินที่ได้เรียนคือเงินที่ได้รับบริจาคมา จึงต้องประหยัด อดทน รู้ค่าของเงิน จะใช้แต่ละบาทต้องคิดถ้วนถี่ เป็นคำสอนที่ยังยึดใช้อยู่จนปัจจุบัน แม้จะไม่ได้อยู่ในบ้านแล้วก็ตาม
เป็นตัวอย่างความสำเร็จ


