ผู้เชี่ยวชาญแนะเทคนิค “แต่งบ้านอย่างไร” งบไม่บานปลาย

การจะซื้อบ้าน ซื้อคอนโดสักหลัง ถือเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของใครหลายคน เพราะเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ เกิดหนี้ระยะยาว และยังเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยทุกวัน ก่อนจะซื้อบ้านก็ต้องเลือกสรรเป็นอย่างดี รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ต่างๆที่เลือกซื้อตกแต่งบ้าน ที่สำคัญไม่แพ้กันหากไม่ระวังอาจทำให้งบบานปลายได้ ปรีชญา ชวลิตธำรง อาจารย์ประจำภาควิชาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และ ผู้ก่อตั้งบริษัท 10DK จึงได้แนะนำไว้ว่า

“โดยปกติแล้ว ธนาคารจะอนุมัติวงเงินกู้ยืมสำหรับซื้อเฟอร์นิเจอร์พร้อมไปกับการกู้ซื้อบ้านเพิ่มไปอีก 5-10% จากมูลค่าทรัพย์สิน โดยเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าวงเงินกู้ซื้อบ้านอยู่ 1-3% ดังนั้น หากถามว่างบประมาณที่คนส่วนใหญ่ใช้ในการแต่งบ้านหรือคอนโดเป็นเท่าใด ก็พอจะตอบคร่าวๆ ได้ว่าอยู่ที่ประมาณ 5%-10% ของราคาหรือมูลค่าตัวบ้าน เช่น หากบ้านราคา 3 ล้านบาท งบประมาณการตกแต่งก็จะอยู่ที่ประมาณ 150,000-300,000 บาท ทั้งนี้ อาจสูงหรือต่ำกว่านี้ก็แล้วแต่พิจารณา”

หลังจากผู้ซื้อบ้านได้ตั้งงบประมาณการตกแต่งไว้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือควบคุมรายจ่ายค่าตกแต่ไม่ให้เกินวงเงิน โดยอาจวางไว้ 6 ข้อหลักๆ ได้แก่

1. หาแบบสไตล์การตกแต่งที่ตัวเองชอบ ลองหาสไตล์การตกแต่งที่ชอบจากอินเตอร์เน็ตหรือ Pinterest เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าชอบสไตล์ไหน ก็เซฟรูปเก็บไว้ในมือถือเพื่อเป็นแนวทางในการไปเดินเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ลดการลังเลและเสียเวลา รวมทั้งเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ซื้อของที่ไม่ได้ใช้หรือไม่เข้ากับสไตล์การตกแต่งที่เลือกไว้

2. รวบรวมรายการของที่ต้องซื้อออกมาให้ครบถ้วนพร้อมประมาณราคา ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดจึงควรให้เวลากับมันสักหน่อย อย่าลืมรวบรวมรายการที่ต้องซื้อทั้งหมดออกมาไม่ว่าของสิ่งนั้นจะใหญ่หรือเล็ก โดยให้เรียงลำดับจากสิ่งที่สำคัญมากไปหาน้อย เช่น เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดทุกชิ้น เครื่องครัว ที่นอน ชุดเครื่องนอน ของประดับตกแต่งต่างๆ เช่น กรอบรูป แจกัน ฯลฯ ทั้งนี้เพราะสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่หลงลืมและมองข้ามไปในตอนแรกมักจะทำให้งบบานปลายโดยไม่รู้ตัวในตอนหลัง ต่อจากนั้นก็ทำการประมาณราคาของที่ต้องการซื้อ โดยอาจไปเดินดูและเช็คราคาของชิ้นใหญ่ๆ ไว้ก่อน

3.หั่นงบ หากรวมราคาออกมาแล้วเกินงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ ให้ลองหาวิธีลดงบดู โดยเริ่มจากการตัดของไม่จำเป็นบางชิ้นออก หรืออาจลดสเป็คของบางชิ้นลง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและที่นอน

4.มองหาวัสดุทดแทน หากราคารวมยังคงเกินงบที่ตั้งไว้ ให้ลองเลือกใช้วัสดุทดแทน เช่น

• เปลี่ยนหนังแท้เป็นหนังเทียมเกรดดี เพราะการผลิตหนังเทียมในปัจจุบันนั้นพัฒนาไปกว่าแต่ก่อนมาก บางชนิดมีความสวยงามและผิวสัมผัสนุ่มสบายไม่แพ้หนังแท้เลยทีเดียว

• เปลี่ยนโต๊ะไม้ชิ้นแผ่นใหญ่ (solid wood) เป็นไม้ประสาน (ไม้จริงชิ้นเล็กๆมาต่อกัน) ซึ่งยังคงวัสดุไม้จริงไว้และให้ความสวยงามในภาพรวมไม่แตกต่างกัน

• เปลี่ยนหน้าบานตู้ไม้จริงเป็นไม้อัด โดยสามารถเลือกได้ว่าจะเอาไม้อัดชนิดใด ไม่ว่าจะแอช โอ๊ค หรือสัก

• เปลี่ยนหินนำเข้าเป็นหินในประเทศ

ซึ่งวัสดุทดแทนทั้งหมดที่กล่าวมานี้สามารถช่วยลดงบประมาณลงได้กว่า 50% เลยทีเดียว

5.ทำการบ้าน ของบางชิ้นมีราคาต่างกันเมื่อขายในที่ต่างกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อของชิ้นใหญ่ๆ อาจหาดูในอินเตอร์เน็ตและลองเดินดูตามงานแสดงเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ นอกจากนี้สินค้าบางชนิดก็จะมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาเป็นประจำ เช่น ที่นอนและเครื่องนอน หากยอมเสียเวลาทำการบ้านสักหน่อยก็จะช่วยประหยัดเงินได้มากทีเดียว

6.มองหาตัวช่วย สุดท้ายแล้วหากรู้สึกว่าการเดินเลือกซื้อและจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองนั้นเสียเวลา ทำได้ลำบาก หรือไม่มั่นใจว่าสุดท้ายแล้วบ้านจะออกมาสวยและได้ประโยชน์ใช้สอยครบถ้วนหรือไม่ ก็อาจต้องพึ่งผู้ช่วย เช่น Interior Designer หรือ Room Stylist เพื่อช่วยจัดการงานต่างๆ ทั้งออกแบบ เลือกซื้อ และควบคุมงานตกแต่งให้

บทความก่อนหน้านี้ทำเสียเอง! บึงกาฬ จับนายกอบต.นัดส่งยาบ้า-ไอซ์ สารภาพขายจนรวย แถมเสพด้วยครบสูตร
บทความถัดไปสุดยื้อ! ร้อยโทขับกระบะพุ่งชนต้นไม้เกาะกลางถนนดับ คาดหลับใน