ใน พ.ศ.นี้หลายคนคงได้เห็นและรู้จักเพศที่สาม ไม่ว่าจะเกย์ กะเทย ทอม ดี้ ที่เข้ามาใกล้ชิดเป็นเพื่อนร่วมเรียน ร่วมงาน หรือคนมีชื่อเสียงในสังคม ผิวเผินในความสดใส ความสามารถที่เขาได้แสดงออกมานั้น ล้วนได้ผ่านความเจ็บปวดที่ต้องสู้กับแรงเสียดทานจากครอบครัวและสังคม ที่ครั้งหนึ่งได้ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองเป็นคนข้ามเพศ รักคนข้ามเพศ ทั้งที่สิทธิเนื้อตัวร่างกายและการตัดสินใจก็เป็นของเขา
เป็นเรื่องราวที่สังคมน่าจะเรียนรู้และทำความเข้าใจคนข้ามเพศ ในการเสวนาประสบการณ์ของเยาวชนและครอบครัว เลสเบี้ยน เกย์ กะเทย ทอม ดี้ และอินเตอร์เซ็กซ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวันสากลเพื่อยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ (IDAHOT 2017) จัดโดยกลุ่มเพื่อประชาธิปไตยและความหลากหลายทางเพศ ร่วมกับกลุ่มโรงน้ำชา และภาคเครือข่ายที่ทำงานด้านสิทธิคนข้ามเพศ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

เริ่มที่ น้ำ (ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตน) ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในบทบาทสามี อยู่กินกับภรรยามาแล้ว 14 ปี มีลูก 2 คน แต่ก็ตัดสินใจเป็นคนข้ามเพศ เล่าว่า ช่วงแรกลูกก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ แต่มันจะไม่มีปัญหาอะไร หากเราทำให้คนที่รักเชื่อว่าเราสามารถดูแลเขาได้เหมือนเดิม แม้เราจะตัดสินใจอย่างนี้ อย่างดิฉันหลังจากเปลี่ยนตัวเองแล้ว ก็ยังไปส่งลูกที่โรงเรียน ไปประชุมผู้ปกครองร่วมกับอดีตภรรยา ก็ใส่กระโปรงและแสดงกิริยาเป็นผู้หญิงไป แน่นอนว่าสังคมรอบข้างลูกต้องมาถามว่าคนนี้คือใคร ดิฉันก็บอกกับลูกว่า ถ้าใครถามก็ให้บอกไปตรงๆ เลยว่า เรามีแม่ 2 คน หรือจะบอกว่าเป็นป้า หรือพ่อ ก็ได้ ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก แม้บางคนจะแปลกใจเพราะเคยเห็นดิฉันมาก่อน แต่เมื่อเราได้ทำหน้าที่ได้ตามปกติ เขาก็จะเลิกสนใจเราไปเอง
“สำคัญคือ เราต้องเชื่อมั่นและมั่นใจในตัวเอง ไม่ว่าจะประสบปัญหาอะไรจะต้องผ่านไปให้ได้” น้ำเล่า
ขณะที่อีกครอบครัว อันธิฌา แสงชัย ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในบทบาทภรรยา และเป็นอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกไม่อยากอยู่กินกับคู่ชีวิต ทั้งที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน แต่เพราะสภาพจิตใจได้เปลี่ยนแปลงไป เล่าว่า ด้วยความเป็นอาจารย์ ความเป็นแม่ที่มีลูกสาว การตัดสินใจนี้จึงเจอกับแรงเสียดทานมหาศาล ทั้งจากครอบครัวและสังคม ที่ไม่เคยมีทางออกให้ผู้หญิงที่มีคู่รักเป็นผู้หญิง ตนต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ที่ต้องตอบคำถามเยอะมากกับสังคม สู้กับกรอบคิดเดิมๆ
“กว่าสภาพจิตใจจะเข้มแข็ง และได้คิดว่านี่เราไม่ได้เสียคุณค่าในตัวเองไป ชีวิตอย่างนี้ก็มีความสุขได้ ต้องใช้เวลาพอสมควร เหล่านี้ทำให้ดิฉันลุกขึ้นมาสื่อสารกับสังคม ว่าเรื่องเพศสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างที่ใครอยากเป็น ฉะนั้นไม่ควรตีตรา เลือกปฏิบัติ” อันธิฌาเล่า

อีกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบหลังจากเปิดตัวเอง นาดา ไชยจิตต์ บัณฑิตป้ายแดงจากมหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งประสบความสำเร็จกับการเรียกร้องใส่ชุดครุยนิสิตหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งโด่งดังมากเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เล่าว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ตนรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างในสังคม หลังจากพ่อย้ายออกไป และอยู่กับแม่เพียงลำพัง หลังจากเปิดตัวเองให้ครอบครัวรู้
“รู้สึกถึงความไม่ปกติทางเพศตั้งแต่อายุ 3 ขวบ หลังได้ลองใส่กระโปรงบัลเลต์ ที่แม่อนุญาตให้ใส่และพาเดินรอบหมู่บ้าน ซึ่งตอนนั้นมีคนมาถามแม่ว่าลูกเป็นตุ๊ดเหรอ แม่ก็ยิ้มไม่ว่าอะไร จนมาช่วงวัยรุ่นเราไปออกเดตกับผู้ชาย แม่ก็รู้ และถามว่านี่เราได้ลูกสาวเหรอ จึงทำให้รู้ว่า แม่รับได้กับสิ่งที่เราเป็น”

ด้าน มาลีรัตน์ ไชยจิตต์ มารดาของนาดา เล่าว่า ครอบครัวของเราไม่ได้เกลียดกลัวกะเทย เพียงแต่คิดมากว่าถ้าเป็นแล้ว สังคมจะยอมรับเขาไหม หากวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้ว เขาจะดูแลตัวเองได้ไหม โดยเฉพาะพ่อของนาดา ที่คิดมากเรื่องอนาคตลูก แต่พอ 8 ปีให้หลังที่นาดาสำเร็จการศึกษา เราค้นพบว่าสิ่งที่คิดกันมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่คิดไปเองทั้งนั้น
“ดิฉันมีลูกชาย 4 คน ทุกคนเป็นคนดีหมด แต่นาดาที่มาเป็นอย่างนี้ เขาก็เป็นลูกที่ดี และจากประสบการณ์ก็อยากแนะนำครอบครัวอื่นที่ต้องเจอเหตุการณ์นี้ว่า ครอบครัวต้องหันมาคุยกัน เปิดใจ และอย่าใช้ความรุนแรง” มาลีรัตน์เล่า


