‘โดดเดี่ยว’ โรคระบาดเงียบ ของคนยุคใหม่ เชื่อมต่อกันง่าย แต่ทำไม ‘เดียวดาย’ กว่าเดิม

7.07.26 | 11:35 น.

‘โดดเดี่ยว’ โรคระบาดเงียบ ของคนยุคใหม่ เชื่อมต่อกันง่าย แต่ทำไม ‘เดียวดาย’ กว่าเดิม

ในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมถึงกันได้เพียงปลายนิ้ว เราส่งข้อความได้ภายในไม่กี่วินาที วิดีโอคอลข้ามทวีปได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีโซเชียลมีเดียที่ทำให้รู้ความเคลื่อนไหวของเพื่อนหลายร้อยคนในเวลาเพียงไม่กี่นาที และมีแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้พบคนใหม่ได้เพียงแค่ปัดหน้าจอ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มนุษย์กลับกำลังเผชิญกับความรู้สึกที่ย้อนแย้งอย่างน่าประหลาด “เราเชื่อมต่อกันมากขึ้น แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยวกว่าเดิม”

นี่ไม่ใช่เพียงความรู้สึกส่วนบุคคล แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสุขภาพจิตที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ และวันนี้ ประเทศไทยเองก็เริ่มเผชิญปัญหานี้แล้ว ผลสำรวจล่าสุดจาก Human Connection ซึ่งจัดทำโดย Ipsos ในนามของ Match Group พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า คนไทยถึง 85% ยอมรับว่ารู้สึกโดดเดี่ยวเป็นบางครั้ง ขณะที่ 87% ต้องการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ และ 72% บอกว่าต้องการความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากกว่าการมีคนรู้จักจำนวนมาก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า สิ่งที่ผู้คนกำลังแสวงหา อาจไม่ใช่การมี “เพื่อนเพิ่ม” แต่คือการมี “ใครสักคนที่เข้าใจ

  • ยุคที่งานมาก่อนชีวิต

หากมองย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน การสร้างความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เด็กเล่นกับเพื่อนหน้าบ้าน ผู้ใหญ่พบปะเพื่อนร่วมงานหลังเลิกงาน ครอบครัวรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาในทุกเย็น ขณะที่ชุมชนยังมีตลาด วัด สนามกีฬา หรือพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนได้พูดคุยกันโดยไม่ต้องมีนัดหมาย แต่ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผลสำรวจพบว่า 48% ของคนไทยให้ความสำคัญกับการเรียนหรือการทำงาน มากกว่าการใช้ชีวิตในสังคมการแข่งขันที่รุนแรง ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ค่าใช้จ่ายในการออกไปพบปะผู้คน รวมถึงการทำงานแบบ Hybrid หรือ Work from Home ทำให้ผู้คนมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริงน้อยลง แม้จะมีเวลาคุยผ่านหน้าจอมากขึ้น แต่กลับมีเวลานั่งพูดคุยกันแบบเห็นสีหน้าและแววตาน้อยลง

Advertisement

ยิ่งไปกว่านั้น 40% ของคนไทยมองว่าพื้นที่สาธารณะที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบเจอกันฟรีๆ ยังมีไม่เพียงพอเมื่อชีวิตถูกขับเคลื่อนด้วย “หน้าจอ” มากกว่า “พื้นที่จริง” การสร้างความสัมพันธ์จึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่เคย

  • ความเหงาไม่ได้กระทบแค่ ‘หัวใจ’

หลายคนอาจคิดว่าความเหงาเป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราว แต่ข้อมูลจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยกลับชี้ว่า ผลกระทบของความโดดเดี่ยวลึกซึ้งกว่านั้นมาก ผลสำรวจ Human Connection ระบุว่า 29% ของคนไทยบอกว่าความโดดเดี่ยวส่งผลต่อสุขภาพและการนอนหลับ 24% ยอมรับว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง 31% รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งพอที่จะรับฟังหรือพึ่งพาทางอารมณ์ได้

เมื่อความรู้สึก “ไม่มีใคร” สะสมไปเรื่อยๆ สิ่งที่ได้รับผลกระทบจึงไม่ได้มีเพียงสุขภาพจิต แต่รวมถึงคุณภาพการทำงาน รายได้ ความคิดสร้างสรรค์ และประสิทธิภาพขององค์กรด้วย หลายประเทศจึงเริ่มมองว่า “ความโดดเดี่ยว” ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาเชิงสังคมและเศรษฐกิจ

  • ทำไมแอพพ์หาคู่ถึงสนใจเรื่อง ‘ความโดดเดี่ยว’

เมื่อพูดถึง Tinder หลายคนอาจนึกถึงการปัดขวา แต่ภารกิจของ Match Group บริษัทแม่ของ Tinder ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจับคู่คนรัก เคธี่ ปีเตอร์ส รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กรของ Match Group อธิบายว่า เป้าหมายขององค์กรคือการสร้าง “Human Connection” หรือการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก เพราะสุดท้ายแล้ว คุณภาพชีวิตของคนเราขึ้นอยู่กับความรู้สึกว่า “เราเป็นส่วนหนึ่งของใครบางคน” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Match Group ศึกษาปัญหาความโดดเดี่ยวในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก่อนจะขยายการสำรวจมายังประเทศไทยเป็นประเทศแรกของเอเชีย

เคธี่ ปีเตอร์ส รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กรของ Match Group

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ผลลัพธ์ในแต่ละประเทศกลับคล้ายกันอย่างมาก แม้วัฒนธรรมจะต่างกันนั่นหมายความว่า “ความโดดเดี่ยว” กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

  • ความสัมพันธ์ต้องการมากกว่าแค่การ ‘ปัดขวา’

หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือคน Gen Z รุ่นที่เติบโตมากับสมาร์ทโฟน และต้องใช้ช่วงวัยสำคัญอยู่กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้จะสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ได้อย่างคล่องแคล่ว แต่หลายคนกลับรู้สึกกดดันเมื่อต้องพบเจอผู้คนในชีวิตจริง แม้แต่การ “ออกเดต” ก็กลายเป็นเรื่องที่สร้างความเครียด

เคธี่เผยว่า ผู้ใช้จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิง Gen Z รู้สึกสบายใจกับการพบกันเป็นกลุ่มมากกว่าการเดตแบบตัวต่อตัว จึงพัฒนาฟีเจอร์ Double Date ที่เปิดโอกาสให้เพื่อนสองคนไปพบอีกสองคนพร้อมกัน เพราะถ้าหากความสัมพันธ์ไม่พัฒนา ก็ยังสามารถกลายเป็นการพบปะเพื่อนใหม่ได้ แนวคิดนี้สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปฏิเสธการสร้างความสัมพันธ์ แต่ต้องการ “พื้นที่ปลอดภัย” มากขึ้นในการเริ่มต้นรู้จักผู้คน

อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่าสนใจ คือที่ทำงานกำลังกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนรู้สึกโดดเดี่ยวที่สุดเช่นกัน หลายคนใช้เวลากว่า 8-10 ชั่วโมงต่อวันอยู่กับเพื่อนร่วมงาน แต่แทบไม่มีโอกาสพูดคุยเรื่องชีวิตนอกเหนือจากงาน จึงเป็นที่มาของแคมเปญ Human Connection ซึ่ง Match Group ร่วมกับกรมสุขภาพจิต สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS), Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC), สติแอพ และ AIS เปิดตัวขึ้นในประเทศไทย

เป้าหมายไม่ใช่เพียงการรณรงค์เรื่องสุขภาพจิต แต่ต้องการให้องค์กรทั่วประเทศสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม แนวทางสำคัญประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ การสร้างพื้นที่ให้ผู้คนใช้เวลาร่วมกัน เพิ่มโอกาสให้พบปะกันแบบตัวต่อตัว สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโดดเดี่ยว และจัดระบบสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในองค์กร

ตัวอย่างที่จับต้องได้ เช่น การให้วันหยุดสำหรับทำกิจกรรมจิตอาสา การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพบปะสังสรรค์ การฝึกอบรมผู้จัดการให้สังเกตสัญญาณของความโดดเดี่ยว หรือการจัดบริการให้คำปรึกษาภายในองค์กร ทั้งหมดนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับเป็นการสร้างโอกาสให้มนุษย์ได้ “เชื่อมต่อกัน” อีกครั้ง

  • ความสัมพันธ์ที่ดี คือวัคซีนของสุขภาพใจ

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิต มองว่า การเชื่อมต่อกับผู้คนเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพใจไม่ต่างจากการออกกำลังกายหรือการดูแลร่างกาย การสร้างพื้นที่ให้ผู้คนพูดคุย รับฟัง และรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นพื้นฐานของคุณภาพชีวิต

ขณะที่เอ็ดเวิร์ด การ์เซีย ผู้ก่อตั้ง Global Initiative on Loneliness and Connection ระบุว่า ปัญหาการขาดความเชื่อมโยงทางสังคมกำลังเกิดขึ้นกับชุมชนทั่วโลก และไม่มีองค์กรใดสามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และคอมมูนิตี้

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์

 

  • เชื่อมต่อในโลกดิจิทัล แต่ต้องไม่ลืมโลกจริง

ด้าน กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส มองว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่การเชื่อมต่อทางดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่การเชื่อมต่อที่ดีไม่ควรหมายถึงเพียงการสื่อสารที่รวดเร็ว สิ่งสำคัญกว่าคือ การสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ

เทคโนโลยีจึงควรเป็นเครื่องมือพาผู้คนออกไปพบกันในโลกจริง มากกว่าจะกลายเป็นกำแพงที่ทำให้แต่ละคนใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังหลังหน้าจอ บางที สิ่งที่ผู้คนกำลังขาดอาจไม่ใช่จำนวนคนในรายชื่อผู้ติดต่อ แต่คือความสัมพันธ์เพียงไม่กี่ความสัมพันธ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า “มีคนเข้าใจ” ผลสำรวจที่ระบุว่า 87% ของคนไทยกำลังมองหาความสัมพันธ์ที่มีความหมาย จึงอาจกำลังส่งสัญญาณบางอย่างถึงสังคมว่า ผู้คนไม่ได้ต้องการบทสนทนาที่มากขึ้น แต่ต้องการบทสนทนาที่ลึกซึ้งขึ้น ไม่ได้ต้องการผู้ติดตามเพิ่มขึ้น แต่ต้องการใครสักคนที่พร้อมรับฟังจริงๆ

ในวันที่โลกมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้เราเชื่อมต่อกันได้ตลอดเวลา ความท้าทายไม่ใช่การทำให้มนุษย์ “ติดต่อ” กันได้ง่ายขึ้น เพราะเราทำสิ่งนั้นสำเร็จมานานแล้ว หากแต่คือการทำอย่างไรให้การเชื่อมต่อเหล่านั้น กลับมามีความหมายอีกครั้ง เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เยียวยาความโดดเดี่ยวของมนุษย์ ไม่ใช่อัลกอริทึมหรือเทคโนโลยีที่ฉลาดกว่าเดิม แต่คือการมีใครสักคนที่ทำให้เรารู้สึกว่า “ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง”