“ปัญหาในพื้นที่มีเยอะมาก เราจะต้องใช้การศึกษาเปลี่ยนแปลงคน สร้างเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี ซึ่งคนเหล่านี้จะนำความเปลี่ยนแปลงที่ดีมาสู่พื้นที่”
คำกล่าวข้างต้นเป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจของ “นางกานต์ชนก มางัดสาเระ” ครูหัวใจแกร่งจากโรงเรียนบูกิตประชาอุปถัมภ์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ผู้ที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับรางวัล “ครูยิ่งคุณ” ประจำปี 2560 จากมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ที่ยืนหยัด เสียสละ และทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อหยิบยื่นโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่สีแดงมานานกว่า 20 ปี แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบในพื้นที่ โดยไม่เคยคิดที่จะย้ายออกไปเลยสักครั้ง
“เมื่อก่อนพ่อแม่ผู้ปกครองที่นี่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการศึกษา ประกอบกับการที่ได้เห็นครูที่สอนเรามา ท่านดูแลและสอนเราให้เป็นคนดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอะไรเลย จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากมาเป็นครู เพื่อที่จะได้กลับมาปรับเปลี่ยนแนวความคิดของคนในชุมชน ให้หันกลับมาให้ความสำคัญกับการส่งลูกหลานได้เรียนในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้” ครูกานต์ชนกกล่าว

หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาในปี 2537 “ครูกานต์ชนก” ก็ตัดสินใจมุ่งหน้ากลับบ้านเกิด มาเป็นลูกจ้างช่วยสอนอยู่ในโรงเรียนประถมในพื้นที่ รับเงินค่าแรงครั้งแรก 1,500 บาท แต่ก็ยังมุ่งมั่นทำหน้าที่ครูไม่ยอมท้อ จนได้มีโอกาสสอบบรรจุเข้ารับราชการยังโรงเรียนบูกิตประชาอุปถัมภ์ที่ตนเองเคยร่ำเรียน
“สิ่งที่เชื่อมั่นมาตลอดก็คือ การศึกษาจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้หลายๆ เรื่อง เพราะคนเราเมื่อมีการศึกษา จิตวิญญาณและจิตใต้สำนึกจะถูกขัดเกลาและยกระดับให้สูงขึ้น ซึ่งคนที่เป็นครูเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างหรือยกระดับจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ให้เด็กๆ เป็นคนดีได้ เมื่อเป็นคนดีแล้วทุกอย่างย่อมที่จะต้องดีตามขึ้นไปด้วยกัน”

แต่ความมุ่งมั่นที่มีอยู่ก็อาจถูกบั่นทอนได้ เพราะโรงเรียนแห่งนี้ต้องกลายเป็นเป้าหมายของการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ อ.เจาะไอร้องถึง 4 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา จากเหตุการณ์เผาอาคารสถานที่ในโรงเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่นับรวมกับความรุนแรงในพื้นที่อีกนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความหวาดหวั่นและความเกรงกลัวในความไม่ปลอดภัย จนเพื่อนครูหลายๆ คนต้องขอย้ายตัวเองออกนอกพื้นที่ “ครูกานต์ชนก” จึงเป็นครูเพียงคนเดียวที่ยืนหยัดอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้มายาวนานที่สุด
“ถามว่ากลัวไหม บอกตรงๆ ว่ากลัว แต่ก็ไม่เคยท้อ เพราะคิดว่าเราอยู่ตรงนี้ เราเกิดตรงนี้ ถ้าเราทิ้งบ้านเกิดเราไป แล้วใครเขาจะเข้ามา เราต้องอยู่เพื่อคนที่นี่ เพื่อเด็กๆ ในชุมชนนี้ เราไม่อยู่แล้วใครจะอยู่” ครูกานต์ชนกเล่าความในใจด้วยแววตามุ่งมั่น

ด้วยเพราะคนนอกพื้นที่มักจะเข้ามาอยู่ไม่นานก็จากไป “ครูกานต์ชนก” จึงพยายามปลูกฝังให้เด็กนักเรียนทุกคน “รักบ้านเกิด” พร้อมทั้งใช้ทุนส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือให้เด็กๆ ได้รับโอกาสในการเรียนให้สูงที่สุด พยายามหาทุนสนับสนุนการศึกษาลูกศิษย์จนจบปริญญาตรีในสาขาที่ตนเองตั้งใจ ทำให้หลายคนเมื่อเรียนจบแล้วก็กลับมาทำงานในพื้นที่ในหลากหลายอาชีพ โดยวันนี้มีลูกศิษย์ถึง 5 คนที่กลับมาเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพทำหน้าที่ “ครู” เพื่อให้โอกาสกับเด็กๆ เหมือนที่ตนเองได้รับจากครูผู้เป็นต้นแบบของพวกเขา
“หลักคิดในการทำงานก็คือ เมื่อเรารับราชการ เราต้องยึดหลักที่ท่านศาสดาสอนไว้ว่า เราต้องเป็นต้นแบบของประชาชาติที่ดี แล้วก็ยึดเอาพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการทำงานและการดำเนินชีวิตคือ เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา ที่หมายถึงว่าเราต้องเข้าถึงและเข้าใจเด็ก เข้าถึงและเข้าใจผู้ปกครอง เข้าถึงชุมชน แล้วก็ใช้การศึกษาเข้าไปพัฒนาตัวของเด็กและครอบครัว ทำให้ชุมชนศรัทธาและเห็นว่าการศึกษาจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นได้” ครูกานต์ชนกทิ้งท้าย



