Tencent จับมือมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ เปิดตัวแคมเปญ “Beyond the Screen: Healthy Digital Play Thailand” ชวนครอบครัวสร้างสมดุลการเล่นเกมและความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

26.07.26 | 12:00 น.

Tencent จับมือมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ เปิดตัวแคมเปญ “Beyond the Screen: Healthy Digital Play Thailand” ชวนครอบครัวสร้างสมดุลการเล่นเกมและความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม เทนเซ็นต์ (Tencent) ร่วมกับมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ เปิดตัวแคมเปญ Beyond the Screen: Healthy Digital Play Thailand เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมแนวคิด Healthy Digital Play หรือการเล่นเกมและใช้ชีวิตดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการสร้างความปลอดภัยให้เด็กและเยาวชนในโลกออนไลน์ ผ่านความร่วมมือของภาคธุรกิจ ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และครอบครัว

แคมเปญดังกล่าวมีเป้าหมายชวนครอบครัวมองการเล่นเกมให้มากกว่าเพียงเวลาอยู่หน้าจอ แต่เป็นโอกาสในการสร้างความเข้าใจระหว่างผู้ปกครองและบุตรหลาน ส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ดิจิทัลอย่างเหมาะสม การใช้เวลาอย่างสมดุล และเชื่อมโยงโลกออนไลน์เข้ากับความสัมพันธ์ในชีวิตจริงอย่างมีความหมาย

สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ กล่าวว่า มูลนิธินี้คือการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กไทย ผ่านการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของเด็ก ให้กล้าทำตามความฝัน รับผิดชอบชีวิตของตนเอง และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมในอนาคต

ปัจจุบันมูลนิธิจัดกิจกรรมอาสาสมัครสอนวิชานอกหลักสูตร ทั้งศิลปะ ดนตรี กีฬา และอีสปอร์ต โดยเปิดโอกาสให้เด็กเลือกเรียนในสิ่งที่สนใจ พร้อมทำงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ เพื่อนำองค์ความรู้และศักยภาพของแต่ละภาคมาพัฒนาครู เด็ก และระบบการศึกษา

Advertisement

ในด้าน มนรวี อำพลพิทยานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เทนเซ็นต์ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านนโยบายสาธารณะและการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน พร้อมเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ หลังโครงการ Level Up Your Healthy Gameplay เมื่อปี 2567 ได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งผู้ปกครอง เยาวชน และผู้เชี่ยวชาญ
เธออธิบายว่า แคมเปญ Beyond the Screen: Healthy Digital Play Thailand เป็นการต่อยอดโครงการระดับภูมิภาคที่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทย โดยเพิ่มประเด็นเรื่องการจัดการเวลาหน้าจอ มาตรการความปลอดภัยในการเล่นเกม และการสร้างบทสนทนาระหว่างผู้ปกครองกับบุตรหลาน เนื่องจากประเทศไทยมีอุตสาหกรรมเกมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีชุมชนผู้เล่นที่เข้มแข็ง จึงเป็นโอกาสในการร่วมสร้างระบบนิเวศด้านเกมที่ปลอดภัยและยั่งยืน

สำหรับประเด็นการสร้างสมดุลระหว่างการเล่นเกมกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชน มนรวี ระบุว่า ความปลอดภัยและประสบการณ์การเล่นเกมสามารถดำเนินควบคู่กันได้ เพราะการเล่นเกมจะช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการสื่อสาร ก็ต่อเมื่อเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ปกครอง

เทนเซ็นต์จึงให้ความสำคัญกับ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัย เช่น ระบบแจ้งเตือนเวลาเล่น ช่องทางรายงานปัญหา และเครื่องมือดูแลผู้เล่น การเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครอง เด็ก ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงการสนับสนุนมาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับสากลที่สามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

มนรวียังย้ำว่า การคุ้มครองเด็กในโลกออนไลน์ไม่ใช่หน้าที่ของบริษัทเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัว โรงเรียน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม โดยผู้ปกครองยังคงเป็นผู้ที่เข้าใจเด็กของตนเองดีที่สุด

ด้านคุณสรวิศกล่าวเสริมว่า เด็กมักเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากสิ่งที่ตนเองสนใจ และเกมก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถนำมาพัฒนาศักยภาพของเด็กได้ หากใช้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Growth Mindset การคิดวิเคราะห์ หรือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์

เขาเปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างเทนเซ็นต์กับมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์เกิดจากแนวคิดร่วมกันว่า การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน และเกมสามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะของเด็กได้ จึงร่วมกันพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อนขยายกิจกรรมสู่พื้นที่สาธารณะอย่าง TK Park และทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกิจกรรมได้มากขึ้น
สำหรับการติดตามผล คุณสรวิศระบุว่า ปัจจุบันมีการประเมินผลทุกกิจกรรม ขณะที่การติดตามผลระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐ เพื่อขยายผลและสนับสนุนการทำงานกับผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า การพัฒนาเด็กไทยไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และช่วยให้เด็กและเยาวชนเติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของสังคม

เวทีเสวนาชี้ว่าผู้ใหญ่ควร “เข้าใจ” มากกว่า “ห้าม” เพื่อสร้างการเล่นดิจิทัลอย่างมีสุขภาวะ

ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนา ซึ่งเป็นการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันหาทางออกในการสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยี การเล่นเกม และการคุ้มครองดูแลเด็กในยุคดิจิทัล โดยผู้ร่วมเสวนาทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า โจทย์สำคัญในปัจจุบันไม่ใช่การห้ามเด็กเล่นเกม แต่คือการตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่เข้ามามีบทบาทช่วยให้เด็กใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและสมดุลที่สุด ผ่านการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การจะสร้างสมดุลในยุคนี้ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมองของผู้ปกครองก่อน โดยผู้แทนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ได้สะท้อนว่า เด็กยุคนี้เติบโตมาในฐานะผู้ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมาตั้งแต่เด็ก ในขณะที่ผู้ใหญ่ตามไม่ทัน การสั่งห้ามเล่นเกมไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ดังนั้นผู้ปกครองควรเปิดใจ ถอยมาเป็นผู้ถามและส่วนร่วมกับเด็ก เพื่อลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจ แล้วจึงนำประสบการณ์ชีวิตของผู้ใหญ่มาช่วยสอดแทรกเรื่องการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล นอกจากนี้ การเล่นเกมยังช่วยฝึกการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ และทักษะการแก้ปัญหาซับซ้อน และที่สำคัญคืออุตสาหกรรมเกมไทยมีการเติบโตกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ทุกปี และเปิดโอกาสสู่อาชีพใหม่ๆ เช่น นักพัฒนาเกม นักสร้างภาพเคลื่อนไหว หรือนักสตรีมเกม ซึ่งทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเองก็พร้อมสนับสนุนทั้งทุนและหลักสูตรอบรม เพื่อต่อยอดจากการเล่นเกมไปสู่การสร้างอาชีพอนาคต

ทั้งนี้ เมื่อผู้ใหญ่เปิดใจรับฟัง บ้านก็จะกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งผู้แทนจากมูลนิธิฮัก ได้เผยสถิติที่น่าสนใจว่า เด็กที่เผชิญภัยออนไลน์มักเลือกปรึกษาเพื่อนก่อน และบอกผู้ปกครองเป็นคนสุดท้ายเพราะกลัวโดนด่า ผู้ปกครองจึงต้องเปลี่ยนค่านิยมเดิมๆ จากรักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี มาเป็น รักวัวให้ผูก รักลูกให้กอด เพื่อให้เด็กกล้าวิ่งเข้าหาเมื่อเกิดปัญหา พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ใช้วินัยเชิงบวกในการเลี้ยงดูคือ พ่อแม่ไม่ควรดุด่าหรือลงโทษ แต่ต้องฝึกเด็กเรียนรู้จากผลของการกระทำ และชวนวิเคราะห์วิธีควบคุมพฤติกรรมตนเองให้ได้ก่อน ขณะเดียวกัน ในมุมของระบบผู้แทนมูลนิธิฮัก ได้เสนอแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่ต้น เพื่อให้ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มออกแบบระบบคัดกรองและป้องกันความเสี่ยงให้เด็กปลอดภัยตั้งแต่โครงสร้างต้นทาง

ในด้านของ มนรวี ผู้แทนจากเทนเซ็นต์ ได้อธิบายเสริมว่า คำว่าความสมดุลของแต่ละครอบครัวนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่มีจุดสังเกตง่ายๆ คือต้องไม่กระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น เวลาเรียน การพักผ่อน การรับประทานอาหาร หรือเวลาของครอบครัว โดยเทนเซ็นต์พร้อมเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนความปลอดภัย ทั้งระบบเตือนเวลาเล่น ช่องทางรายงานพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และการเปิดรับฟังบริบทของสังคมไทยเพื่อนำมาปรับปรุงเครื่องมือให้ตอบโจทย์ผู้เล่นมากที่สุด

ขณะเดียวกัน ทางภาคการศึกษาอย่าง กรุงเทพมหานคร ก็ได้เข้ามาช่วยเสริมฐานความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมุ่งพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ดิจิทัลที่ปลอดภัย ผ่านการติดตั้งระบบกรองเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ระบบบริหารจัดการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาของนักเรียน ควบคู่ไปกับการสอดแทรกหลักสูตรวิทยาการคำนวณ เพื่อให้เด็กมีภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันสื่อ ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเจอภัยออนไลน์หรือกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวง

ท้ายที่สุด เวทีเสวนาได้สรุปตรงกันว่า การสร้างการเล่นดิจิทัลอย่างมีสุขภาวะ ไม่ใช่ภาระของครอบครัว โรงเรียน หรือบริษัทเทคโนโลยีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย มีสุขภาวะทางอารมณ์ที่ดี และเปลี่ยนให้เกมกลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะชีวิต ตลอดจนเป็นสื่อกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัวได้อย่างยั่งยืน