หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ตู้หนังสือ : ...

ตู้หนังสือ : เห็นฆ่าตายคาตาจึงตกใจ เห็นตายทั้งเป็นล้านๆคนไม่รู้สึก

15.08.26 | 14:23 น.

วามคิดกลับไปสู่ประเด็นเก่า ที่คนมักมองไม่เห็นหรือไม่คิดจะมองให้เห็นกับผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ ที่เหมือนกับกำลังตายทั้งเป็นลงช้าๆ ทีละน้อย


แน่นอน เป็นธรรมดาที่เราจะตระหนกกับเรื่องซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้า เช่น เด็กไล่ยิงครูและคนอื่นๆ เสียชีวิตไปคราวเดียวถึง ๙ ราย หรือตกใจกับการที่ผู้ใหญ่ซึ่งเคยมีสถานะเป็นตัวแทนราษฎร ตามยิงสังหารผู้เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด

เกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง เกิดอะไรขึ้นกับเด็ก เกิดอะไรขึ้นกับผู้ใหญ่ ถามกันไป หาสาเหตุกันไป ช่วยคิดหาทางแก้ปัญหากันไป ก่อนเวลาจะผ่านเลย แล้วเหตุการณ์เดิมก็อาจเกิดขึ้นอีก อย่างที่เคยเกิดมาแล้ว

แต่เราเคยตกใจ กังวล ผิดหวัง หรือตระหนกกับข่าวที่สถาบันวิจัยการศึกษาหลายๆ แห่ง รายงานออกมาหลายๆ คราวว่า การฉ้อราษฎร์บังหลวงในประเทศเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างมโหฬาร จนเดี๋ยวนี้แทบเรียกได้ว่า เป็นระบบ

Advertisement

บรรดาข้าราชการการเมืองกับข้าราชการพลเรือน สมคบกันโกงงบประมาณแผ่นดินกันไปแต่ละคราวนับแสนล้านบาท หรือครึ่งหรือค่อนจำนวนเงินงบประมาณ

ไม่มีใครหือใครอือ

เงินเหล่านี้สามารถบำรุงและพัฒนาการศึกษา บำรุงและพัฒนาการสาธารณสุข บำรุงและพัฒนาการเกษตรการประมงพื้นฐานแท้ๆ และผู้ประกอบธุรกิจระดับเล็กระดับกลางได้เติบโต ฯลฯ

แทนที่การศึกษาจะเป็นปัญหา เด็กมีปัญหา นักเรียนมีปัญหา ทั้งวิชาความรู้และจริยธรรม การสาธารณสุขจะร่อแร่ คนป่วยเต็มโรงพยาบาล หมอทำงานหนักเกินวิสัย การเกษตรการประมงกินตัวเองไปเรื่อยๆ ธุรกิจล้ม คนว่างงาน ฯลฯ 

จิ้มไปตรงไหนก็โกง สอบก็โกง เลือกตั้งก็โกง อยู่ในตำแหน่งไหนก็โกง นักเรียนเป็นผู้ร้าย ครูเป็นผู้ร้าย ตำรวจเป็นผู้ร้าย รัฐมนตรีเป็นผู้ร้าย ฯลฯ

ชาวบ้านค่อยๆ ตายทั้งเป็นไปทีละน้อย

ไม่เห็นมีใครตกใจลุกมาช่วยกันกวาดบ้านให้สะอาดเลย

…สัปดาห์ที่แล้ว นำหนังสือน่าอ่านสองเล่มเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านมาเสนอ คือ ประวัติศาสตร์กัมพูชา ค้นคว้ามาโดย เดวิด แชนด์เลอร์ ร่วมกันแปลโดยคณาจารย์ถึง ๔ คน

กับ เพราะขัดแย้งจึงเป็นประวัติศาสตร์ “ไทย-กัมพูชา” กับความสัมพันธ์หวานปนขม โดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกัมพูชา ธิบดี บัวคำศรี เป็นหนังสือที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองและเพื่อนบ้านได้มากยิ่งขึ้น

สัปดาห์นี้มีอีกเล่มที่ควรอ่านศึกษาด้วยกันกับสองเล่มข้างต้นคือ ชาติที่รัก “ไทย-กัมพูชา” กับเส้นสมมุติ โดยอาจารย์ พวงทอง ภวัครพันธุ์ ที่ชื่อการันตีคุณภาพอยู่แล้ว

หนังสือเล่มนี้เป็นการวิเคราะห์อย่างลึกเพื่อสำรวจพลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผ่านมิติประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และลัทธิชาตินิยม

โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหาร เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทและผลประโยชน์ในแต่ละยุคสมัยใน ๒ มิติ – ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคง กับความขัดแย้ง ชาตินิยม และเขาพระวิหาร

ผู้อ่านจะเห็นมุมมองเศรษฐกิจผ่านเส้นทางการค้า ระหว่างลุ่มแม่น้ำโขงกับลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟู และความเจริญของอาณาจักรไทยสมัยโบราณ ความเชื่อมโยงนี้ไม่เพียงเรื่องสงคราม แต่ยังเกี่ยวกับเครือข่ายผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจด้วย

เมื่อมาถึงยุคสงครามเย็น ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน จากเดิมที่มองเขมรแดงเป็นภัยคุกคามหรือเป็นศัตรู แต่การเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคโดยเฉพาะการเข้ามาของเวียดนาม กลับทำให้ไทยกับกัมพูชาต้องเป็นพันธมิตรร่วมรบเพื่อความมั่นคง ทั้งเศรษฐกิจชายแดนกับเงินตราที่ร้อยสองประเทศไว้ด้วยกัน

จากนั้นยังมีความร่วมมือกันทางการทูต ที่จะผลักดันปราสาทพระวิหารให้ได้การรับรองเป็นมรดกโลก แต่จากนั้น พระวิหารกลับถูกนำมาใช้ทางการเมืองไทยซึ่งกำลังแบ่งขั้วอย่างรุนแรง ผ่านการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผู้เขียนนิยามว่าเป็น “ขบวนการอนารยะสังคม” ที่ปลุกระดมสังคมด้วยลัทธิชาตินิยม

แล้วจึงวิเคราะห์วิกฤตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในปีที่ผ่านมา โดยชี้ให้เห็นว่าลัทธิชาตินิยมยังเป็นปัจจัยสำคัญในการจุดชนวนความขัดแย้ง รวมทั้งการวิเคราะห์ถึงข้อจำกัดของการใช้แนวทางทหารแก้ปัญหาชายแดนอีกด้วย

อ่านเพื่อเห็นและเข้าใจตัวเองที่ตกในสถานการณ์ โดยยังมิได้ออกจากสถานการณ์เพื่อมองกลับเข้ามา

…สำหรับทั้งขาประจำและขาจรนิตยสารรายเดือนคุณภาพคับเล่มอีกรายการ ศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคมนี้ ก็ว่าด้วยความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เพื่อจะได้เห็นและเข้าใจปัญหา “ชาตินิยม” ในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

อันเป็นลัทธิที่ต้องการการเกาะกุมด้วย “สติ” อย่างยิ่ง

อ่าน “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร่องรอยชาตินิยมในมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม” ซึ่งค้นคว้าเรียบเรียงให้อ่านโดย ศานติ ภักดีคำ ที่จะแสดงให้เห็นกระบวนการความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศในปัญหาชาตินิยมได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ในเล่มยังคับคั่งด้วยความรู้น่าเรียนอีกหลายเรื่อง เช่น พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช มรดกโลกแห่งคาบสมุทรใต้ของไทย โดยทบทวนองค์ความรู้และข้อสันนิษฐานใหม่ของอาจารย์ “ประภัสสร์ ชูวิเชียร”

เมื่อกษัตริย์สิ้นอำนาจ ใครคือผู้สร้าง “ชาติปาตานี” ขึ้นมาใหม่โดย “ฐนพงศ์ ลือขจรชัย” ย้อนประวัติคำเรียกพระอิสริยยศ “พระอัครมเหสี” บนหน้าประวัติศาสตร์ดินแดนไทยโดย “ยสินทร เรณางกูร”

เรื่องเล็กๆ ระหว่างสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯเยือนรัสเซีย (๒๕๕๐) โดย “อภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง” ตำนานแผนที่ไทย ภูมิศาสตร์อันคลุมเครือ คำเตือนจากเจมส์ แมคคาร์ธี โดย “ไกรฤกษ์ นานา” 

โคลงแปรพระพุทธไสยาสน์ : ประวัติศาสตร์ระหว่างบรรทัดโดย “ธนโชติ เกียรติณภัทร” สมบัติผู้ดีถึงมารยาทเล่มน้อยโดย “ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย” ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความเหมือนและความต่างของประเพณีการฝังศพยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ในไทยและญี่ปุ่นโดย “ธนิก เลิศชาญฤทธ์” 

อ่านเพลินตลอดเดือนอีกเช่นเคย

…นิตยสารการเมืองประจำทุกครอบครัวและทุกองค์กร ยามสังคมแทบจะหาเรื่องดีมาอนุโมทนาสาธุกันไม่ค่อยได้ ต้องอ่าน มติชนสุดสัปดาห์ เพื่อเข้าใจความเสื่อม (อันไม่ค่อยเป็นธรรมดาในบ้านเมืองนี้) ให้เห็นรากปัญหา ว่ามีเราร่วมอยู่ด้วยหรือไม่ ร่วมมีส่วนอยู่ขนาดไหน

เพราะสมัยหนึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน มีประโยคล้ำค่าสำนวนหนึ่ง เกิดขึ้นมากระตุ้นความคิดผู้คน กระตุ้นสังคม แต่ประสาคนไทยเรานั่นแหละ ฟังกี่หูก็ทิ้ง ไม่เอาไว้สักหู (ให้อาจารย์วีระได้ชื่นใจบ้าง)

นั่นคือ หากเราไม่เป็นคนแก้ปัญหา เราก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ฉบับนี้ว่าด้วย กำแพงมี “หนู” ประตูมี “เน” อ่านศิริกัญญา ตันสกุล กับภารกิจสร้าง “ความชอบธรรมใหม่” หลังต่อสู้กับกำแพง ส่วนศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ วิเคราะห์รัฐบาลหลังกำแพง “เสื่อม” จนกองเชียร์เริ่มแบกไม่ไหว?

ติดตามโศกนาฏกรรมช็อกไทย ด.ช. ๑๔ ไล่ยิงสยอง ๙ ศพ ปมกดดัน เสพสื่อรุนแรง “เซฟโรงเรียน” วาระแห่งชาติ ต่อด้วยเรื่องกราดยิงโรงเรียน และ อบจ.นนทบุรี สะท้านสะเทือนนโยบายคุมปืน รัฐบาลโชว์ “เข้ม”
แต่ไม่ “ขลัง”?

อ่านหมอยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน “ถ้าลิดกิ่งก้านโดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ” ต่อด้วยเรื่อง “เด็ก” บาดแผลที่มองไม่เห็น กับหนทางสู่การเยียวยา

อ่านล็อกเป้าเช็กบิลย้อน ๗ ปีโกงสอบ ลุ้น! ป.ป.ช.ลงดาบล้างบาง (ก็คงได้แต่ลุ้นนะขอรับ) บช.ก. หอบสำนวน ๓,๐๐๐ หน้าเอาผิด (ให้ได้ทีเถิด เจ้าประคุณทูนหัว ไม่ใช่ตัดตอตัดตอนอย่างที่เขาว่าๆ กันอยู่นะขอรับ)

อีกเรื่องที่อ่านแล้วปลงคือ “ถ้าสังคมเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร ถามก่อนจะปลง” ส่วนอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ก็คิดต่อจาก ๖ ตุลาว่า “โกรธจนคลั่ง VS โกรธไม่พอ”

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี เล่าเบื้องหลัง คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน บันทึกจากห้องพิจารณาคดี ถึงคำพิพากษาศาลปกครอง ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ชนะคดีคณะกรรมการการเลือกตั้งประกันสังคม

แล้วต่อด้วยการเมืองเรื่องกางเกงขาสั้น กับการคุกคามด้วยขนหน้าแข้ง ของคุณลุงวัยกลางคน จากนั้นอ่านเรื่องซาบซึ้งของปริญญากร วรวรรณ บ้าง ถ่ายทอดชีวิตเสือ “นอกเหนือจากสิ่งที่ตาเห็น”

อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เขียนถึงบัณฑิตในอุดมคติ กรณีศึกษาจาก “ฮลุน โซโล่” แล้วพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ วิเคราะห์มหาอำนาจ ต้องการอะไรจากเมียนมา ส่วนความสัมพันธ์พม่า-ไทย วันนี้และอนาคต ไทยจะได้อะไร

อ่านชีวิตแลกชีวิต ยุติธรรมจริงหรือ? มองโทษประหารผ่านเพลง The Mercy Seat ของวง Nick Cave & The Bad Seeds

ระวังฟ้า ระวังฝน ระวังจน อย่าเสียเวลาคิดรวยยามนี้ มีงานทำ มีเงินให้ลูกกินข้าว ไม่เจ็บไม่ป่วยก็เคราะห์ดีมากแล้ว

อารักษ์