หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ชวนสังคมมองให...

ชวนสังคมมองให้ลึก เพื่อเข้าใจ ‘โลกของเด็ก’ ก่อนตัดสินจากความผิด

29.09.26 | 17:53 น.

ชวนสังคมมองให้ลึก เพื่อเข้าใจ ‘โลกของเด็ก’ ก่อนตัดสินจากความผิด


ปัญหาเยาวชนยังคงเป็นปัญหาหลักของประเทศที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง หลายครั้งที่เกิดปัญหาขึ้นทุกคนพุ่งเป้าไปที่ตัวเด็กและตั้งคำถามกับพฤติกรรมเหล่านี้ แต่กลับไม่มีใครหันกลับไปมองว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่เด็กถูกหล่อหลอมให้มีพฤติกรรมแบบนี้

โดยหอสมุดเมืองกรุงเทพฯ ร่วมกับ Doc Club, รายการ อะไรนะสารคดี และ Locals ThaiPBS ในงานได้มีการฉายสารคดีสั้นสัญชาตินอร์เวย์ เรื่อง ’Train Robbers‘ (2019) และสารคดีสั้นสัญชาติเยอรมัน เรื่อง ’Chemkids‘ (2022) หลังจากนั้นได้มีการเปิดวงเสวนา โดยมี ป้ามล-ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก มาแชร์ประสบการณ์กว่า 20 ปีในการทำงานร่วมกับเด็กในบ้านกาญจนาภิเษก และมุมมองที่มีต่อปัญหาเยาวชนในสังคมไทย

Advertisement

โดยป้ามลเล่าว่าหลังจากได้ดูสารคดีสั้นทั้งสองเรื่องแล้ว ทำให้นึกถึงเด็กที่อยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก เพราะในเรื่อง ’Train Robbers‘ มีเด็กคนหนึ่งที่พูดว่าเขารู้สึกเหมือนเป็นคนนอกของชุมชนของตัวเอง แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ก็ต้องหาวิธีเอาชีวิตรอด ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ เขาจึงเลือกในสิ่งนั้นตามเงื่อนไขของชีวิต

ป้ามลยกตัวอย่างเด็กบ้านกาญจนาภิเษกคนหนึ่งที่เคยเขียนไว้ว่า “ป้าครับ ตอนที่ผมลั่นไกครั้งแรกไม่มีใครตายสักคนหนึ่ง แต่คนที่อยู่รอบๆ ผมเขายอมรับผมน่าดูเลย เพราะตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยถูกยอมรับแบบนี้มาก่อนเลย การลั่นไกครั้งที่สองจึงต้องมีคนตาย เพราะผมไม่อยากทำให้คนที่ยอมรับผมต้องผิดหวัง”

จากประโยคดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าวิธีการเอาตัวรอดของเด็กๆ สามารถเกินขอบเขตไปได้ โดยที่ตัวเขาเองก็อาจไม่รู้ตัว ขณะที่ในสารคดี เด็กคนดังกล่าวถูกตำรวจจับและเมื่อกลับไปถึงบ้าน พ่อแม่กลับไม่พูดด้วยและเอามือปิดหูเข้าบ้าน ป้ามลมองภาพดังกล่าวว่าเหมือน Invisible Child หรือเด็กที่ไร้ตัวตน ซึ่งทิ้งความเจ็บปวดเอาไว้ให้คนดูย้อนกลับมามองเส้นทางชีวิตของเด็กว่า ระหว่างทางนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และอะไรที่กลืนความเป็นมนุษย์ ความเป็นวัย ตัวตน และช่วงเวลาในชีวิตของเด็กไป

“ในหนังสือเด็กน้อยโตเข้าหาแสง มีอยู่บทหนึ่งที่ป้าพูดในหนังสือ เด็กๆ ต้องการความรักมากที่สุดในวันที่เหี้ยที่สุด และเป็นวันที่พ่อแม่ให้พวกเขาไม่ได้มากที่สุด ชีวิตมันเหมือนถูกลิขิตแต่มันไม่ได้ถูกลิขิตหรอก มันเป็นมายด์เซ็ตของผู้คน แต่เด็กๆ ต้องการความรักมากที่สุดตอนที่ตัวเองแย่ที่สุด และก็เป็นวันที่พ่อแม่ให้ไม่ได้ที่สุด แล้วจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหนที่จะทำให้สิ่งนี้มันลงตัว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหนที่จะมอบพื้นที่ที่มันเป็นความรักให้กับพวกเขา เพราะทุกคนติดกับดักหมดแล้ว”

สิ่งที่ป้ามลชี้ให้เห็นจึงไม่ใช่การปล่อยให้เด็กทำผิดโดยไม่ต้องรับผิดชอบ แต่คือการมีพื้นที่ที่ทำให้เด็กยังรู้สึกว่าตัวเองมีคนรับฟังและยังมีคุณค่า แม้ในวันที่เขาทำผิด โดยป้ามลพูดถึงการมี Support Group หรือวงเล็กๆ ที่คนสามารถร้องไห้และมีคนได้ยินเสียงของเขาได้ เพราะเราอาจย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่สามารถสร้างพื้นที่แบบนั้นขึ้นมาใหม่ได้

จากประสบการณ์การทำงานกว่า 20 ปี ป้ามลจึงให้ความสำคัญกับการทำให้เด็กมีพื้นที่และอำนาจในการกำหนดชีวิตของตัวเองมากขึ้น ผ่านแนวคิดการ “Share Power” หรือการแบ่งปันอำนาจระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก เพราะการใช้อำนาจเพื่อควบคุมเด็กอาจทำให้เด็กเชื่อฟังในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะเกิดความเข้าใจหรือสามารถดูแลตัวเองได้เมื่อไม่มีผู้ใหญ่คอยควบคุม หนึ่งในวิธีการทำงานในบ้านกาญจนาภิเษกคือการสร้างเซฟโซนให้เด็กมีพื้นที่ที่สามารถพูดคุยหรือบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสินทันที รวมถึงการใช้ไดอารีบันทึกก่อนนอนและกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เด็กได้สำรวจความคิด ความรู้สึกและตัวตนของตัวเอง เพราะเด็กหนึ่งคนไม่ได้มีเพียงโลกเดียว เด็กอาจมีโลกที่บ้าน โลกที่โรงเรียน โลกของเพื่อน และโลกที่ผู้ใหญ่อาจไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ การทำงานกับเด็กจึงต้องพยายามเข้าใจโลกเหล่านั้น ไม่ใช่เพียงกำหนดว่าเด็กควรเป็นอย่างไรจากมุมมองของผู้ใหญ่เพียงอย่างเดียว

แนวคิดดังกล่าวยังรวมไปถึงการทำงานกับครอบครัว เพราะการเปลี่ยนแปลงของเด็กไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากผู้ใหญ่รอบตัวเด็กยังคงใช้วิธีการเดิมๆ ป้ามลยกตัวอย่างการทำ Empower Family ผ่านเด็กคนหนึ่งที่มีปัญหากับพ่อ โดยเด็กเคยเขียนไว้ว่า พ่อชอบพูดแต่เรื่องความสำเร็จของตัวเองซ้ำๆ จนเมื่อโตขึ้นเด็กถึงกับไม่กล้าเดินเข้าไปหาพ่อในบ้าน

แต่เมื่อมีการเปิดพื้นที่ให้พ่อได้ฟังลูกอย่างจริงจัง เด็กกลับเขียนในไดอารีว่า “วันนี้พ่อของผมดีที่สุด”
ป้ามลเล่าว่า สิ่งที่พ่อทำในวันนั้นไม่ได้ซับซ้อน เพียงแค่สบตาลูกตลอดเวลาที่ลูกพูด ไม่สั่งให้ลูกหยุดพูด แม้สิ่งที่ลูกพูดจะเป็นสิ่งที่พ่อไม่ชอบ และปล่อยให้ลูกพูดจนจบ “เขาไม่ได้คาดหวังว่าพรุ่งนี้พ่อจะเลิกตีเส้นตีกรอบ แต่พ่อมองผม สบตาผมตลอดเลยระหว่างที่ทำ ผมมีความสุขมาก วันนี้พ่อดีที่สุดครับ เฮ้ย เด็กต้องการแค่นี้เอง”

อย่างไรก็ตาม การทำงานกับเด็กที่ปลายน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะในวันที่เด็กเข้าสู่บ้านกาญจนาภิเษก ปัญหาหลายอย่างอาจเดินทางมาไกลเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ด้วยการดูแลเด็กเพียงคนเดียวแล้ว ป้ามลมองว่าเด็กบ้านกาญจนาภิเษกคือ เด็กปลายน้ำ เพราะเป็นเด็กที่ก่ออาชญากรรมมาแล้ว ขณะเดียวกันในกระบวนการ Empower ยังพบทั้ง ปัจจัยผลักไสไล่ส่งจากภายในครอบครัว และ ปัจจัยดึงดูด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเพื่อนและปัจจัยนอกบ้าน เมื่อปัจจัยเหล่านี้มาเจอกันในช่วงอายุประมาณ 12 ปีขึ้นไป ป้ามลเปรียบว่าอาจกลายเป็นระเบิดเวลาได้

การแก้ไขปัญหาเยาวชนจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่รอให้เด็กกระทำผิดแล้วจึงส่งต่อไปยังระบบยุติธรรม โดยต้องมีระบบเฝ้าระวังและพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัวตั้งแต่เริ่มพบสัญญาณของปัญหา รวมถึงการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านสังคม การศึกษา และกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เด็กถูกปล่อยให้เดินทางมาถึงจุดที่ความผิดพลาดกลายเป็นสิ่งที่ย้อนกลับไปแก้ไขได้ยาก

เพราะการมองเด็กเพียงจากสิ่งที่เขาทำในวันที่เกิดเหตุ อาจทำให้เราเห็นเพียงปลายทางของเรื่องราว แต่ไม่เห็นเส้นทางทั้งหมดที่พาเด็กมาถึงจุดนั้น คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าเด็กคนนี้ทำผิดอะไร แต่คือก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้ และระหว่างทางมีใครมองเห็นเขาบ้างหรือไม่