จันทบูร Shining Moon ทัวร์ตามรอยประวัติศาสตร์ ไขปริศนา ‘เมืองไม้จันทน์’

28.06.17 | 16:16 น.

โบราณวัตถุที่วัดทองทั่วคือ ทับหลัง มิใช่ หน้าบัน, ชวนรู้จัก สามเมือง แก้วแหวน ผู้ริเริ่มการเผาพลอยคนแรกของเมืองจันท์, ชื่อ จันทบุรี มาจาก ไม้จันทน์ มิใช่ พระจันทร์ และสุนทรภู่มิใช่คนบ้านกร่ำ เมืองแกลง

เรื่องราวเหล่านี้อาจไม่ใช่ความรู้ที่ใหม่เอี่ยมอ่อง แต่เชื่อได้ว่าอาจเป็นความรับรู้ที่คลาดเคลื่อนไปของใครหลายคน

มติชนอคาเดมี จึงรังสรรค์ทริป จันทบูร Shining Moon ทัวร์เมืองจันทบุรี ตามรอยประวัติศาสตร์ ไขความรู้ สู่ความเข้าใจมิติใหม่ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานเปิดตัวหนังสือ “จันทบูร Shining Moon” บันทึกแห่งความเป็น จันทบุรี จากทีมงาน “เมธี จึงสงวนสิทธิ์”

 

เปิดแหล่งล้ำค่าย่านวัดทองทั่ว

จันทบุรี เป็นเมืองโบราณที่มีชื่อปรากฏอยู่ในพงศาวดารตั้งแต่แรกสร้างกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนึ่งทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกในประเทศไทยที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เพราะนอกจากผลไม้ที่ขึ้นชื่อลือชาแล้ว ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์โบราณ ล้วนมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ไม่แพ้กัน

Advertisement

ทริปนี้ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ รับหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่คณะเดินทาง พาเราไป วัดทองทั่ว เพื่อพบกับโบราณวัตถุชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่หมู่ผู้ศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีไทย รวมถึงกัมพูชาให้ความสนใจ

นั่นคือ ทับหลังแบบถาลาบริวัต

“ทับหลัง หรือทับหลังประดับกรอบประตู คือหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทับอยู่บน ‘หลัง’ คือส่วน ‘บน’ ของประตู โดยชิ้นที่เห็นอยู่นี้เคยมีการถกเถียงว่าเป็น ‘ทับหลัง’ หรือ ‘หน้าบัน’ กันแน่” ศิริพจน์กล่าวเริ่มเป็นน้ำจิ้ม พร้อมขยายความต่อ

จากข้อถกเถียงที่ว่าวัตถุโบราณชิ้นนี้เป็นทับหลังหรือหน้าบันนั้น เพราะโดยปกติแล้วทับหลังจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนหนึ่งจะต้องตัดตรงเป็นมุมฉาก แต่ชิ้นนี้กลับไม่เป็น มีลักษณะโค้ง จึงถูกสงสัยว่าเป็นหน้าบันหรือไม่

โดยทับหลังแบบถาลาบริวัตชิ้นนี้พบภายในเมืองเพนียด คาดว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ.1150

ทับหลังถาลาบริวัต ภายในวันทองทั่ว

“บนทับหลังสร้างเป็นลวดลาย ตรงกลางเป็นพญาครุฑ ด้านล่างคือผ้าริบบิ้น ด้านซ้ายคือมกร อ่านว่า มะ-กร แต่อินเดียเรียกว่า มะ-กะ-ระ หมายถึง ผู้สำรอก แต่เป็นการสำรอกความเจริญรุ่งเรืองออกมา โดยเชื่อว่าผู้ที่เดินลอดซุ้มทับหลังจะได้รับพร รับความเจริญกลับไป”

ในบริเวณไม่ไกลจากวัดทองทั่วนัก ศิริพจน์พาคณะไปชม โบราณสถานเมืองเพนียด ที่เจ้าตัวสันนิษฐานว่าเป็นสระน้ำ

โดยสถานที่แห่งนี้เอง กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 ระบุไว้ว่ามีสิ่งสำคัญ คือกำแพงก่อสร้างศิลาแลง ด้านกว้าง 16 เมตร ด้านยาว 26 เมตร สูง 3 เมตร

และสันนิษฐานว่า แต่เดิม เคยเป็นที่ตั้งเมืองจันทบุรียุคแรก มีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี

ศิริพจน์เล่าต่อว่า แม้ตัวโบราณวัตถุเหล่านี้จะพบอยู่ที่วัดทองทั่วและละแวกใกล้เคียง แต่ความจริงแล้วน่าจะถูกเคลื่อนย้ายมาจาก “เมืองเพนียด” ในปัจจุบัน

โบราณสถานเมืองเพนียด

ไม้ขีดไฟก้านแรกแห่งวงการพลอย

สมญานาม “เมืองหลวงทางด้านอัญมณีแห่งหนึ่งของโลก” ไม่ได้ถูกกล่าวขานขึ้นมาลอยๆ เมธี จึงสงวนสิทธิ์ เจ้าของบริษัท เวิลด์ แซฟไฟร์ แกลเลอรี่ พ่อค้าพลอยระดับเจ้าสัวของจันทบุรีได้เล่าให้ฟังว่า จันทบุรีไม่ได้เป็นเมืองแรกที่มีพลอย อินเดียเองมีทั้งพลอยและเพชรมาเป็น 1,000 ปีแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้จันทบุรีเป็นศูนย์กลางการค้าและผลิตพลอยมาจาก สามเมือง แก้วแหวน โดยคุณสามเมืองมีความคิดที่ไม่เหมือนใคร

“ต้องเล่าก่อนว่า พลอยที่ขุดขึ้นมาบางเม็ดมีลักษณะใส เราจะนำพลอยใสมาเจียระไน ส่วนเม็ดที่มีลักษณะขุ่น หรือกลิ้งแล้วไม่เป็นสตาร์ จะไม่นำมาใช้ คุณสามเมืองคิดว่าพลอยที่ใช้ไม่ได้ให้นำเก็บไว้ เอาที่ใสๆ มาเจียระไน และพยายามคิดเรื่องเผาพลอย คิดว่าพลอยน่าจะเผาได้ จึงคิดวิธีการเรื่อยมา แต่ไม่สำเร็จ”

กระทั่งปี พ.ศ.2511 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในจันทบุรีกว่าครึ่งเมือง รวมถึงบ้านพ่อค้าพลอย

เมธี จึงสงวนสิทธิ์

ภายหลังเพลิงสงบคุณสามเมืองพบว่า เมื่อพลอยขุ่นในปี๊บที่ไม่ได้นำไปใช้ถูกความร้อนเผาไหม้ระดับไฟไหม้บ้าน ทำให้พลอยเปลี่ยนเป็นสีสวยงาม แต่ไม่ใช่กับพลอยทั้งหมด

“คุณสามเมืองเป็นผู้มีความรู้ที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงราว พ.ศ.2511 แต่สมัยนั้นยังไม่มีวัสดุทนไฟ ท่านจึงไปคุยกับทางปูนซีเมนต์ให้ผลิตวัสดุทนไฟให้ หลังจากนั้นคุณสามเมืองจึงเผาพลอยได้สำเร็จ”

เป็นจุดหนึ่งที่เราเรียกว่า คุณสามเมืองเป็นไม้ขีดไฟก้านแรกแห่งวงการพลอย

ส่วน เวิลด์ แซฟไฟร์ แกลเลอรี่ แห่งนี้นั้น เมธีเล่าว่า สร้างแกลเลอรี่มากว่า 15 ปีแล้ว โดยได้แรงบันดาลใจจากเมื่อคราวไปพิพิธภัณฑ์ที่เยอรมนี ที่นั่นเป็นแกลเลอรี่ที่รวบรวมแซฟไฟร์จากหลากหลายแห่งบนโลก ขณะที่จันทบุรีเองก็เป็นเมืองพลอย และมีพลอยเยอะมาก

“ราวปี พ.ศ.2525-2535 ผมคิดว่าเมืองจันทบุรีผลิตพลอยแต่ละอาทิตย์ได้มากกว่า 10 ปี๊บ ยุคนั้นโรงงานพลอยมีกว่า 1,000 โรง แต่ขณะนี้ปี พ.ศ.2560 เราเหลือโรงงานผลิตพลอยจริงๆ ประมาณ 100-200 โรงเท่านั้น เนื่องจากวัตถุดิบน้อยลง และสถานที่ที่ไปขุดพลอยไม่มีพลอยใหม่เกิดขึ้น”

 

การเดินทางของ’จันทบูร Shining Moon’

นอกจากเมธีจะเป็นเจ้าของแกลเลอรี่ที่รวบรวมพลอยมูลค่ามหาศาลแล้ว อีกด้านหนึ่ง เขายังอยากตอบแทนจังหวัดจันทบุรีด้วยการรวบรวมทีมงานจัดทำหนังสือภาพ จันทบูร Shining Moon บอกเล่าความเป็น “จันทบุรี” ในแบบฉบับคนเมืองจันท์

“อยู่เมืองจันท์มานาน เติบโตมาตั้งแต่ต้น จนตอนนี้ถือว่ามาไกลกว่าที่คิดไว้มากๆ วันหนึ่งมีเวลาและกลับมาคิดว่าเราน่าจะฝากผลงานอะไรไว้เพื่อประชาสัมพันธ์จังหวัด

ผมคิดว่าเมืองจันทบุรีเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรหลากหลาย ทั้งการท่องเที่ยว สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์โบราณ ความเป็นอยู่อาศัย อาหารพื้นถิ่น จากประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก นอกจากจะไปซื้อพลอยแล้ว ผมยังชอบสะสมหนังสือด้วย”

จันทบุรีมีอะไรมากมายที่อยากจะอวดโฉม แต่จะทำอย่างไรเพื่อให้ไปถึงฝั่งฝันได้

“จึงรวมตัวคุยกับทีมงานน้องๆ ที่มีความรู้ความสามารถ ช่างภาพมืออาชีพ เก็บรูปภาพมากกว่า 2 ปี ได้รูปภาพหลายพันภาพ เราประชุมเพื่อคัดรูปที่ดีที่สุด แล้วจัดพิมพ์เป็นหนังสือเพื่อเป็นการโปรโมตการท่องเที่ยวจันทบุรี”

เมื่อย้อนกลับไประหว่างการทำหนังสือ เมธีเล่าว่า น้องๆ ในทีมพยายามให้กำลังใจตลอด ปลอบใจผมว่าถ้าพิมพ์หนังสือในปริมาณเท่านี้จะขาดทุนเท่าไหร่ พวกเขาไม่เคยพูดถึงกำไรเลย ทั้งๆ ที่ตัวอาชีพของพ่อค้าพลอยต้องมีการต่อรองราคาและคิดถึงเรื่องกำไรตลอด

“ปรากฏว่าทำออกมาจริงๆ มันขาดทุนมากกว่าที่น้องๆ พูดไว้ แต่ว่ารายได้ในการขายหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดเรานำไปทำบุญหมดเลย อย่างนี้ไม่เรียกขาดทุน แบบนี้คือกำไร”

 

ไขปริศนา’จันทบุรี’

ในวันเดียวกัน นอกจาก “มติชนอคาเดมี” จะพาไปชมโบราณวัตถุและแกลเลอรี่พลอยสวยงามแล้ว ยังมีการจัดเสวนาสาระแน่น ไขคำตอบ เมืองจันทบุรีมาจากไหน? โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

“จันทบุรีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย แต่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฉะนั้น จันทบุรีจึงเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว”

สุจิตต์เล่าต่อว่า คนที่อยู่จันทบุรีเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว อาศัยกระจัดกระจายตั้งแต่ อ.โป่งน้ำร้อน ลงมา โดยเขตโป่งน้ำร้อนเป็นเขตที่พบชุมชนกระจัดกระจายมากที่สุด นอกจากนั้นยังเชื่อมโยงเข้าไปถึงดินแดนกัมพูชา และอาจเข้าไปถึง จ.สระแก้ว ด้วย

“น่าเชื่อว่าคนเหล่านั้นพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร หรือที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ว่า ‘ชอง’ มันน่าเชื่อ แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเขาพูดภาษาอะไร”

ต่อมา ประมาณ พ.ศ.1000 จึงรู้จักติดต่อกับอินเดีย เริ่มเกิดเป็นบ้านเมือง เป็นรัฐใหญ่ และยังไม่มีศาสนาพุทธและพราหมณ์เข้ามา

สุจิตต์ให้คำนิยามเมืองจันทบุรีในขณะนั้นว่า “เมืองสถานีการค้าชายฝั่ง” เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นสถานีทางการค้าที่ติดต่อกันทางทะเลระหว่างจีนและอินเดีย อีกทั้งยังเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอำนาจซึ่งมีศูนย์กลางใหญ่อยู่ที่โตนเลสาบ หรือทะเลสาบเขมร

เพราะฉะนั้นเราจึงพบหลักฐานบริเวณเพนียด หรือวัดทองทั่ว

ประมาณ พ.ศ.1500 มีอาณาจักรใหญ่เกิดขึ้นที่โตนเลสาบ ขณะนั้นการค้าทางทะเลกับจีนขยายตัวกว้างขึ้น ส่งผลให้ผู้คนไปมาหาสู่กันมากกว่าแต่ก่อน จนกระทั่งประมาณ พ.ศ.1800 เริ่มสร้างเมืองใหม่ หรือบริเวณที่อยู่บนเนินเขาค่ายทหารในปัจจุบัน มีคูน้ำ คันดิน มีป้อมปราการ เป็นการขยายตัวจากเพนียดขึ้นมาด้านบน และน่าจะมีคนกลุ่มใหม่เข้ามาผสมผสาน แต่ยังไม่พบว่าพูดภาษาไทย

“ภาษาไทยเริ่มเคลื่อนไหวลงมาจากลุ่มแม่น้ำโขงราว พ.ศ.1500 และค่อยๆ ฟักตัวอยู่แถวแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกคือแถวสุพรรณ หรือสำเนียงเหน่อ อันเป็นสำเนียงลาว-หลวงพระบาง ซึ่งเป็นสำเนียงดั้งเดิมของลุ่มน้ำโขง”

 

ชื่อ’จันทบุรี’มาจาก’ไม้จันทน์’
และ’สุนทรภู่’ไม่ใช่คนบ้านกร่ำเมืองแกลง

หากย้อนกลับไปราว 250 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งพระเจ้าตากสินยกทัพเข้าตีเมืองจันทบุรี สิ่งที่พระเจ้าตากปราบไม่สำเร็จ และประวัติศาสตร์ไทยไม่ได้กล่าวถึงมีอยู่ 2 คน คือ “ขุนราม” กับ “หมื่นซ่อง” โดยการซ่องสุมผู้คนที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง

“ในพงศาวดารกล่าวว่า เจ้าเมืองจันทบุรีหูเบา หลงเชื่อขุนรามกับหมื่นซ่อง จึงทำให้เมืองจันทบุรีถูกตีแตก และพระเจ้าตากสินยึดเมืองไว้ได้ หลังจากนั้นชื่อของขุนรามและหมื่นซ่องก็หายไปจากพงศาวดาร เหมือนเป็นมือที่มองไม่เห็น”

ภายหลังรัชกาลที่ 1 ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ พระองค์ทรงสถาปนากรุงเทพฯ หรือรัตนโกสินทร์ ขณะนั้นเกิดศึกทางด้านตะวันตก 2-3 ครั้งติดต่อกัน จึงมอบหมายให้กรมพระราชวังหลังดูแลหัวเมืองชายทะเลฟากตะวันออก โดยเฉพาะเขตอิทธิพลของขุนรามกับหมื่นซ่อง

“วิธีการของกรมพระราชวังหลัง คือการมอบหมายให้ทหารเอกคนหนึ่งที่ไว้ใจได้บวชเรียนไปเป็นสมภารอยู่ที่บ้านกร่ำ คนคนนั้นคือพ่อสุนทรภู่”

ฉะนั้น พ่อของสุนทรภู่ไม่ได้เกิดที่บ้านกร่ำ และสุนทรภู่ไม่ได้มาบ้านกร่ำเพื่อเขียนนิราศเมืองแกลง หรือมาเยี่ยมบ้านเกิด แต่สุนทรภู่เกิดที่วังหลัง เป็นคนกรุงเทพฯ มาบ้านกร่ำเพราะราชการลับ เนื่องจากกรมพระราชวังใช้ให้มาส่งข่าวถึงพ่อเท่านั้น

นอกเหนือจากนี้แล้ว สุจิตต์ยังยืนยันว่าชื่อ “จันทบุรี” เป็นชื่อที่ได้จาก “ไม้จันทน์” ไม่ใช่ “มูน (Moon) หรือพระจันทร์”

“‘จันทน์’ เป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพและโลหะธาตุ เช่น อัญมณี เป็นชื่อที่ได้จากไม้จันทน์ ซึ่งบางคนเข้าใจว่าจันทน์เทศ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมศรัทธาที่จะใช้คำว่า ‘จันทน์'”

ด้วยความเป็น “จันทน์” สุจิตต์บอกว่ามีตัวเทียบเคียง เช่น “เวียงจันทน์” ของประเทศลาว โดยเวียงจันทน์มีตำนานอยู่ในพระธาตุพนมที่บอกไว้ว่าสร้างด้วยไม้จันทน์ ทำให้ทั้งเมืองมีกลิ่นหอม รวมถึง “ตำหนักจันทน์” ของพระนเรศวร

ไม้จันทน์หอม

ต่อข้อสงสัยเรื่องคนเมืองจันท์ถนัดเจียระไนพลอย สุจิตต์ช่วยตอบคำถามให้ว่า ตนเองเคยพบเอกสารสมัยรัชกาลที่ 5 โดยอังกฤษบันทึกไว้ว่าคนทำพลอยเมืองจันท์เป็นพวก “กุลา” หมายถึง ไทยใหญ่

โดยหลักฐานที่ จิตร ภูมิศักดิ์ เคยค้นคว้าได้ตรวจสอบพบว่าไทยใหญ่มีบ้านหรือชุมชนอยู่กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “เพ่ลิน” เป็นแหล่งที่มีพลอยมากที่สุด และคนทั้งหมดในแถบนั้นถนัดเจียระไนพลอย

คนพวกนั้นได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ที่จันทบุรี