ทุกปีจะมีเด็กไทยประมาณ 300-400 คน ในสถานสงเคราะห์ ได้รับพิจารณาให้เป็นบุตรบุญธรรมของพ่อแม่ต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นพ่อแม่บุญธรรมจากสหรัฐอเมริกา รองลงมายุโรป อาทิ ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ซึ่งจากจุดเริ่มต้นที่กฎหมายให้ชาวต่างชาติสามารถยื่นเรื่องขอเด็กไทยเป็นบุตรบุญธรรมได้ในปี 2553 ปัจจุบันมีเด็กไทยโกอินเตอร์ไปแล้ว 12,000 คน
แม้ยอดแตะหลักหมื่นภายในไม่ถึง 10 ปี แต่การขอบุตรบุญธรรมก็ไม่ใช่ง่ายๆ ผู้ขอต้องมีคุณสมบัติ อาทิ ต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป มีอายุมากกว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี เป็นคู่สมรสที่มีเศรษฐสถานะ มีสัมพันธภาพในครอบครัว สภาพร่างกายและจิตใจดี เมื่อการพิจารณาจากประเทศต้นทางผ่านเรื่องจะถูกส่งมายังไทย โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะจับคู่พ่อแม่บุญธรรมและเด็กให้เหมาะสมกัน จากนั้นผ่านขั้นตอนการทดลองเลี้ยง การติดตามประเมินผล รวมประมาณ 3 ปี ถึงได้บุตรบุญธรรม

ศ.เกียรติคุณ พญ.วันดี วราวิทย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เล่าว่า การดำเนินการดังกล่าวผลกระทบน้อยมาก เพราะมีการเตรียมตัวอย่างดี ทั้งเรื่องคุณสมบัติของผู้ขอ การทดลองอยู่ร่วมกับเด็ก 6 เดือน โดยมีการตรวจประเมินอย่างต่อเนื่อง ก่อนให้สิทธิขาดเป็นบุตรบุญธรรม แต่ทั้งนี้ มีส่วนน้อยจริงๆ ที่ไปแล้วไม่ประสบความสำเร็จ อาทิ ครอบครัวที่มีลูกอยู่แล้วแต่อยากได้บุตรบุญธรรมอีก ครอบครัวที่สัมพันธภาพง่อนแง่นอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ถูกส่งกลับ เพราะมีเอเยนซี่ของประเทศนั้นรับไปดูแลต่อ
“ที่น่าชื่นชมคือพ่อแม่บุญธรรมชาวสวีเดน เขาชอบเด็กไทย รับหมดแม้จะเป็นเด็กพิการ ซึ่งหลังจากรับไปแล้วเขาก็พาเด็กไปรักษาฟื้นฟูต่อ ขณะที่บางประเทศจะเลือกรับเฉพาะเด็กที่ร่างกายครบ 32 เท่านั้น” ศ.เกียรติคุณ พญ.วันดีกล่าว
ส่วนเรื่องเพศของเด็กนั้น ผู้ขอจะไม่สามารถเลือกได้ คิววางไว้อย่างไรก็ได้ตามนั้น แต่ก็ผ่านการแมตช์ระหว่างเด็กกับครอบครัวบุญธรรมให้เหมาะสมกัน อาทิ เด็กเล็กต่ำกว่า 3 ขวบ จะแมตช์กับครอบครัวบุญธรรมช่วงอายุ 30-40 ปี ส่วนเด็กโตขึ้นไป จะแมตช์กับครอบครัวค่อนข้างสูงวัย เพื่อให้สามารถดูแลบุตรบุญธรรมจนถึงวัยที่เด็กสามารถดูแลตัวเองได้

นางสาวจินตนา นนทะเปารยะ ผู้อำนวยการบริหารสหทัยมูลนิธิ เล่าว่า เด็กไทยส่วนใหญ่ไปมีชีวิตที่ดี ได้รับการศึกษาดี และมีงานทำดี แต่ทุกคนก็ต้องเผชิญกับความรู้สึกแปลกแยก แตกต่าง เมื่อเริ่มโตขึ้น ว่าทำไมใบหน้า สีผิว
ไม่เหมือนพ่อแม่ บางคนถูกเพื่อนล้อ ซึ่งสิ่งที่จะช่วยเขาได้คือ ครอบครัวบุญธรรมที่จะให้ความมั่นใจว่ารักเหมือนเดิม รวมถึงการพยายามทำให้เด็กไทยเหล่านั้น ได้รู้จักและภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งปัจจุบันกรม ดย.ก็มีโครงการสู่มาตุภูมิ ที่นำบุตรบุญธรรม 600-700 คน และครอบครัว เดินทางกลับมาเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมไทย
ขณะที่ความรู้สึกของพ่อแม่บุญธรรมต่างชาติ นายเบรนแดน บัคลีย์ และ นางมาร์นี แองเจลโล คู่สามีภรรยาชาวแคนาเดี่ยนที่ยื่นขอรับบุตรบุญธรรม ให้เหตุผลที่เลือกเด็กไทยเป็นบุตรบุญธรรมว่า เราอยู่และทำงานที่ไทยมาสักพักแล้ว รู้สึกประทับใจในประเพณีไทย ชอบคนไทยเพราะมีความอ่อนน้อม ทั้งนี้ แม้ครอบครัวตนจะมีลูกสาวอยู่แล้ว 1 คน แต่ก็อยากได้ลูกอีก 1 คน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือหญิง เพราะเราเชื่อเรื่องความสมบูรณ์ของครอบครัว ที่มีพ่อ แม่ และลูกๆ และมีความตั้งใจอยากช่วยเหลือเด็ก ฉะนั้นเมื่อครอบครัวมีความพร้อมจึงมายื่นเรื่องดังกล่าว โดยตั้งใจไว้ว่าเราจะอยู่ไทยอีก 3 ปี ก่อนเราทั้ง 4 คนจะเดินทางกลับแคนาดา

นายปรีชา แซ่ชิว และ นางลิง ฮาน ชาวออสเตรเลีย คู่สามีภรรยาที่ยื่นขอรับบุตรบุญธรรม กล่าวร่วมกันว่า เราเป็นอีกครอบครัวที่เชื่อเรื่องครอบครัวที่สมบูรณ์ต้องมีพ่อแม่ลูก แต่เราไม่สามารถมีบุตรได้และมีความพร้อม จึงยื่นเรื่องขอบุตรบุญธรรมดังกล่าว ซึ่งเหตุผลที่เลือกเด็กไทย เพราะสามีเป็นลูกครึ่งไทยออสเตรเลียอยู่แล้ว พูดภาษาไทยได้ และเดินทางกลับไทยอยู่บ่อยๆ ซึ่งคิดว่าอนาคตจะสามารถพาบุตรบุญธรรมกลับมาที่ไทย เพื่อตามหาและเยี่ยมครอบครัวที่แท้จริงได้
ปัจจุบันมีพ่อแม่ต่างชาติยื่นขอเด็กไทยเป็นบุตรบุญธรรมมากขึ้น แต่จำนวนเด็กไทยที่ผ่านคุณสมบัติยังมีจำกัด แม้สถานสงเคราะห์จะเต็มไปด้วยเด็ก แต่กว่าร้อยละ 70 ก็เป็นเด็กที่มีพ่อแม่ หรือมีหลักฐานที่จะนำพาไปหาพ่อแม่ เพียงแต่ไม่มีศักยภาพนำกลับไปเลี้ยง ขณะที่เด็กบางส่วนยังเสียโอกาสในการเป็นบุตรบุญธรรม เพราะกระบวนการตามหาพ่อแม่ไม่มีจุดสิ้นสุด จึงมีการเสนอในคณะกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ว่าหากตามหาถึงที่สุดแล้วภายใน 1 ปี ไม่มีความคืบหน้า ก็อาจต้องพิจารณาให้เด็กเข้าสู่กระบวนการดังกล่าว แต่จะเป็นอย่างไรต้องติดตามต่อไป


