‘นารีรัตน์หัตถศิลป์’ สมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงสืบสาน ภูมิปัญญา ‘ผ้าไทย’ ให้ยั่งยืน

9.10.26 | 14:39 น.

‘นารีรัตน์หัตถศิลป์’ สมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทรงสืบสาน ภูมิปัญญา ‘ผ้าไทย’ ให้ยั่งยืน

จากผืนผ้าที่ถักทอด้วยเส้นด้ายหลากสีสัน จากลวดลายที่บอกเล่าเรื่องราวของถิ่นกำเนิด และจากภูมิปัญญาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรม หากยังเป็นรากฐานสำคัญของวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความภาคภูมิใจของผู้คนในแต่ละชุมชน


ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงให้ความสำคัญกับการสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยทรงนำพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบมาผสานเข้ากับองค์ความรู้ดั้งเดิม เพื่อให้ผ้าไทยมิได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะมรดกที่ควรอนุรักษ์ หากสามารถปรับเปลี่ยนและเติบโตไปพร้อมกับยุคสมัย เป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นสินค้าที่สร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

แนวพระดำริดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนผ่านโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งทรงส่งเสริมให้ผ้าไทยสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เหมาะกับคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ขณะเดียวกันยังทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบ ลวดลาย สีสัน และเทคนิคการผลิต เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ตลอดจนแนวพระดำริเรื่อง “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ที่ให้ความสำคัญกับวัสดุจากธรรมชาติ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการฟื้นคืนองค์ความรู้ดั้งเดิมให้กลับมามีบทบาทในสังคมร่วมสมัย

Advertisement

เรื่องราวของพระกรณียกิจและพัฒนาการของผ้าไทยดังกล่าว ได้รับการรวบรวมไว้ในสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ 40 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “นารีรัตน์หัตถศิลป์” เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 40 พรรษา วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2570 ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่พระวิสัยทัศน์และพระกรณียกิจในการสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ให้ก้าวไปพร้อมกับการออกแบบร่วมสมัยและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“นารีรัตน์หัตถศิลป์” รวบรวมพระกรณียกิจในปี พ.ศ. 2569 พระกรณียกิจใน 4 ภูมิภาค และพระกรณียกิจย้อนหลังระหว่าง พ.ศ. 2562–2568 พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของผืนผ้าและหัตถกรรมไทยร่วมสมัย รวมถึงมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการฟื้นคืน โดยสะท้อนให้เห็นการนำองค์ความรู้ของช่างทอ ช่างหัตถกรรม ผู้ประกอบการ และชุมชน มาต่อยอดผ่านการออกแบบ ลวดลาย สีสัน เทคนิคการผลิต การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับตลาดร่วมสมัย

หนังสือเล่มนี้จึงมิได้เป็นเพียงสมุดภาพสำหรับบันทึกพระกรณียกิจ หากยังเปรียบเสมือนคลังองค์ความรู้ที่บอกเล่าการเดินทางของผ้าไทยจากรากฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่โลกของแฟชั่นร่วมสมัย เศรษฐกิจชุมชน และตลาดที่กว้างไกลขึ้น โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่เอาไว้

เบื้องหลังการจัดทำหนังสือเล่มนี้ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้จัดทำหนังสือรวบรวมพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะและพระปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดผ้าไทยให้คงอยู่และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยทรงมุ่งหวังให้ประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ทั้ง 77 จังหวัด เห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมในการสืบสานภูมิปัญญาด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม

ด้วยเหตุนี้ จึงทรงริเริ่มให้ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการและช่างทอผ้าในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงจัดการประกวดผ้าไทยในแต่ละภูมิภาค ก่อนคัดเลือกผลงานที่มีความโดดเด่น ทั้งผ้าและงานหัตถกรรม เข้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อทอดพระเนตรและพระราชทานคำแนะนำในการพัฒนาต่อยอดต่อไป

“จนถึงปีนี้ เราเห็นพัฒนาการและการเติบโตของผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญในระดับนานาชาติยังให้ความสำคัญกับพระกรณียกิจของพระองค์ โดยองค์การยูเนสโกได้ถวายประกาศเชิดชูพระเกียรติและเหรียญสดุดีพระกรณียกิจ ด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม การส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ ตลอดจนการขับเคลื่อนวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยนางออเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก เป็นผู้ถวาย ณ สำนักงานใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส”

อรรษิษฐ์กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจของประชาชนชาวไทย และสะท้อนให้เห็นว่า นอกจากคนไทยที่ตระหนักถึงคุณค่าของผ้าไทยแล้ว องค์กรระดับนานาชาติก็ได้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมของไทยเช่นกัน

สำหรับการจัดทำสมุดภาพเฉลิมพระเกียรติ “นารีรัตน์หัตถศิลป์” มีวัตถุประสงค์เพื่อบันทึกเรื่องราวพระกรณียกิจและพัฒนาการของผ้าไทยและงานหัตถกรรมไทย ให้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป เพื่อให้ได้เรียนรู้และเห็นถึงความสำคัญของการสืบสานภูมิปัญญาไทย ซึ่งปัจจุบันได้ก้าวไปสู่สายตานานาชาติ

 

ภาพของการเปลี่ยนแปลงในผืนผ้าไทยมิได้เกิดขึ้นจากการรักษาสิ่งเดิมไว้เพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการเปิดพื้นที่ให้ภูมิปัญญาได้พบกับความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้ใหม่ๆ

“จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์” นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เห็นถึงพัฒนาการของผ้าไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผ้าไทยมีความร่วมสมัยและมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น มีการทำงานร่วมกันระหว่างช่างทอผ้าและนักออกแบบ เพื่อนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบมาพัฒนาผ้าไทยให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำหนังสือ Trend Book ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ช่างทอและผู้ผลิตงานหัตถกรรม โดยพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบและพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้มีส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่ผู้ผลิตผ้าไทยและงานหัตถกรรม

“ปัจจุบันเราเห็นสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของผ้า แต่ยังขยายไปสู่เรื่องแฟชั่นที่มีความยั่งยืนมากขึ้น สามารถออกแบบให้สวมใส่ได้กับคนหลากหลายกลุ่ม และมีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงการนำผ้าและงานหัตถกรรมไปพัฒนาเป็นเครื่องประดับ เช่น ผลงานจากว่านค้างคาว ซึ่งเป็นพืชมงคล และเป็นผลงานของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในโครงการตามพระดำริ”

จิณณารัชช์กล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผ้าไทยได้รับความนิยมในวงกว้าง มีตลาดเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยปัจจุบันช่องทางการจำหน่ายมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและการไลฟ์ขายสินค้า ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน พระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ผ้าไทยและงานหัตถกรรมไทยสู่สายตานานาชาติ

หนึ่งในตัวอย่างคือการเสด็จไปทรงร่วมงานเปิดเทศกาลไทย “Tout à fait Thaï 2026” ณ Parc de Bagatelle กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนิทรรศการด้านงานคราฟต์ของไทย สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจในภูมิปัญญาและงานสร้างสรรค์ของไทยในระดับนานาชาติ และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทย

นอกจากนี้ การพัฒนาผ้าไทยยังสามารถขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ทั้งเฟอร์นิเจอร์และของประดับตกแต่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการนำผ้าไทยไปใช้ในโอกาสต่างๆ มากขึ้น จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการ นักออกแบบ และผู้ที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันพัฒนา

“ในอดีตอาจมีคนมองว่าผ้าไทยสวย แต่ยังขาดเรื่องการออกแบบ แต่ปัจจุบันด้วยพระบารมีและพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรวบรวมทั้งช่างทอและผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย รวมถึงนักออกแบบ เข้ามาร่วมกันพัฒนาผ้าไทย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการออกแบบและการนำผ้าไทยไปใช้ในรูปแบบที่ร่วมสมัยมากขึ้น”

หากมองผืนผ้าเป็นเสมือนเส้นทางแห่งการส่งต่อ ภารกิจสำคัญจึงมิได้อยู่เพียงการรักษา “ราก” หากยังหมายถึงการทำให้รากนั้นสามารถแตกกิ่งก้านออกไปได้ในโลกปัจจุบัน

“ดร.ศรินดา จามรมาน” ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” กล่าวว่า ได้ทำงานร่วมกับโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก มาเป็นเวลาหลายปี และสิ่งหนึ่งที่ทรงให้ความสำคัญอยู่เสมอ คือการไม่ลืมรากเดิมของไทย โดยมีสองสิ่งที่ต้องเดินควบคู่กัน คือ “ราก” และ “การพัฒนา” กล่าวคือ ต้องรักษาและอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาต่อยอดให้สามารถดำรงอยู่ได้ในบริบทของสังคมปัจจุบัน “การอนุรักษ์ไม่ใช่เพียงการมีผ้าไทยไว้เพื่อชื่นชมหรือแขวนจัดแสดงเท่านั้น แต่ต้องทำให้ผ้าไทยสามารถเดินต่อ และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชาชน ให้มีบทบาทควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิต”

ดร.ศรินดากล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีพันธกิจสำคัญในการดูแลความเป็นอยู่และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตระหนักและให้ความสำคัญมาโดยตลอด และเป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญของโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการตกงานและขาดรายได้

พระองค์จึงทรงมุ่งหวังให้ทุกคนตระหนักว่า ทุกบทบาทและทุกอาชีพในสังคมล้วนมีความสำคัญต่อประเทศชาติ รวมถึงอาชีพช่างทอผ้า โดยทรงให้ความสำคัญกับการยกระดับช่างทอผ้าในฐานะ “ศิลปิน” เนื่องจากผลงานแต่ละชิ้นล้วนเกิดจากทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์

ขณะเดียวกัน แม้ช่างทอจะมีทักษะและภูมิปัญญาเป็นทุนเดิม แต่บางส่วนอาจยังขาดองค์ความรู้ด้านการออกแบบร่วมสมัย จึงทรงนำความรู้จากการศึกษาและประสบการณ์การทรงงานร่วมกับนานาชาติ มาถ่ายทอดและพัฒนาร่วมกับนักออกแบบ เพื่อช่วยให้ช่างทอสามารถต่อยอดผลงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

“สิ่งที่ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือประชาชน ศิลปินทอผ้า ตลอดจนผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์และหัตถกรรมต่างๆ เพื่อให้ผลงานเหล่านี้สามารถสร้างรายได้และสร้างความมั่นคงให้แก่ชุมชน ขณะเดียวกันก็ทรงมุ่งหวังให้ผ้าไทยของประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยทรงนำพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพด้านการออกแบบมาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาผ้าไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน”

จากพระราชดำริสู่การลงมือทำ จากผืนผ้าในชุมชนสู่พื้นที่ของแฟชั่น และจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สายตาของนานาประเทศ เส้นทางของผ้าไทยในวันนี้จึงเป็นภาพของการสืบสานที่มิได้หยุดนิ่ง หากเป็นการเดินทางระหว่างอดีตกับอนาคต โดยมี “ราก” เป็นสิ่งยึดโยง และมี “การพัฒนา” เป็นแรงขับเคลื่อน

“นารีรัตน์หัตถศิลป์” จึงเปรียบเสมือนอีกหนึ่งบันทึกสำคัญของช่วงเวลาที่ผ้าไทยกำลังเดินทางจากการเป็นมรดกทางวัฒนธรรมไปสู่การเป็นพลังสร้างสรรค์ของชุมชน เป็นอาชีพ เป็นรายได้ เป็นแฟชั่น และเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยไม่ทิ้งอัตลักษณ์และคุณค่าที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

เพราะการสืบสานที่แท้จริงอาจมิใช่เพียงการทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดคงอยู่เหมือนเดิม หากคือการทำให้สิ่งนั้นยังคงมีความหมายในวันที่โลกเปลี่ยนแปลง และสามารถส่งต่อคุณค่าจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งได้อย่างมั่นคง