เมื่อวันอังคารที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา นายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ของสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามผ่านร่างกฎหมายห้ามเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีแต่งงาน หวังเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาการที่เด็ก เยาวชน ถูกบังคับ หรือถูกจับแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อชีวิตเด็ก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ทำให้หมดโอกาสเรียนหนังสือต่อ และปัญหาทางเศรษฐกิจ
รายงานข่าวของเอเอฟพีกล่าวว่า การลงนามในร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้ได้มีการเพิ่มอายุเยาวชนที่สามารถแต่งงานได้จากเดิมที่กำหนดไว้แค่ 14 ปี เพิ่มเป็น 18 ปี โดยเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี หากจะแต่งงานจะต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้พิพากษาก่อน โดยรัฐนิวยอร์กนับเป็นรัฐที่ 4 ในสหรัฐที่มีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มอายุเยาวชนที่สามารถแต่งงานได้จาก 14 ปี เป็น 18 ปี
“นี่นับเป็นก้าวสำคัญในความพยายามของเราที่จะปกป้องเด็กและเยาวชนจากการถูกบังคับแต่งงาน และผมก็ภูมิใจที่ได้เซ็นลงนามในร่างกฎหมายนี้ที่จะช่วยยุติการแต่งงานในวัยเด็กให้สิ้นสุดลงในทันทีทันใด และเพื่อเด็กทุกคน”
ทั้งนี้จากตัวเลขของสำนักงานผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต ระบุว่า ก่อนหน้านี้เยาวชนอายุ 14 ปีในรัฐนิวยอร์กที่แต่งงานจะต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง และมีหนังสืออนุญาตจากผู้พากษา และที่ผ่านมาระหว่างปี พ.ศ.2543-2553 มีเยาวชนกว่า 3,800 คนในรัฐนิวยอร์กที่ถูกบังคับแต่งงาน

แต่หลังจากผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ การแต่งงานของเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งผู้พิพากษายังจะต้องแน่ใจด้วยว่า เยาวชนอายุ 17 ปี ที่ต้องการแต่งงานจะต้องไม่ถูกบังคับ ฝืนใจ อีกทั้งการแต่งงานนั้นจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต อารมณ์ และสุขภาพกายของพวกเขา
ฮีทเธอร์ บาร์ นักวิจัยอาวุโส ซึ่งศึกษาเรื่องสิทธิสตรีของฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ได้เรียกร้องให้รัฐต่างๆ อีกหลายสิบรัฐในสหรัฐเดินตามอย่างรัฐนิวยอร์ก โดยว่า “ในโลกเราทุกวันนี้ มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีแต่งงานทุก 2 วินาที และนับเป็นความน่าอับอายของประเทศที่การแต่งงานในเด็กเยอะมากที่เกิดขึ้นในสหรัฐ เราหวังว่า อีก 47 รัฐที่ยังไม่มีร่างกฎหมายนี้จะเดินตามอย่างรัฐนิวยอร์ก”
ทั้งนี้จากข้อมูลของ อันเชน (Unchained) องค์กรซึ่งไม่หวังผลกำไรที่ทำงานต่อต้านการแต่งงานในเด็ก ระบุว่า ในสหรัฐระหว่างปี พ.ศ.2543-2553 มีเยาวชนอายุต่ำกว่า 12 ปี เกือบ 250,000 คนที่แต่งงาน ส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิงที่แต่งงานกับผู้ชายที่มีอายุมากกว่า
ขณะที่มีผลสำรวจของศูนย์ Tahirih Justice Center เมื่อปี 2554 ที่ระบุว่า การบีบบังคับให้แต่งงานเกิดขึ้นในชุมชนผู้ลี้ภัยใน 56 ประเทศทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อบุคคลที่มีความเชื่อ ความศรัทธาหลากหลาย ทั้งชาวมุสลิม ชาวคริสเตียน ชาวฮินดู และชาวพุทธ
สำนักงานผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กก็มีข้อมูลว่า เด็กสาวที่แต่งงาน มีครอบครัวก่อนอายุ 19 ปี มีถึง 50% ที่มีแนวโน้มที่จะลาออกจากโรงเรียน และมีโอกาสถึง 4 เท่าที่จะไม่ได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา
นอกจากนั้น ผู้ที่แต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก ยังมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาความผิดปกติทางสุขภาพ และมีราว 31% ที่มีชีวิตยากจนเมื่อแก่ตัวขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะถูกสามีทุบตีมากกว่าผู้หญิงที่แต่งงานตอนอายุ 21 ปี หรือมากกว่านั้นถึง 3 เท่า

