เปิดเทคนิคเลือกของที่ระลึกให้เหมาะกับ 7 โอกาสสำคัญขององค์กร
ไตรมาสสุดท้ายของปีเป็นช่วงที่ปฏิทินขององค์กรแน่นที่สุด งานสัมมนาปลายปี งานแสดงสินค้า งานเลี้ยงขอบคุณพนักงาน และของขวัญปีใหม่สำหรับลูกค้า มักมาชนกันภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ Udesi Collection (ยูเดซี่ คอลเลคชั่น) ผู้ผลิตของพรีเมี่ยมและของที่ระลึกสำหรับองค์กร จึงเปิดเทคนิคการเลือกของที่ระลึกให้เหมาะกับ 7 โอกาสสำคัญขององค์กร ตั้งแต่ควรเลือกของแบบไหน ใส่โลโก้วิธีใด ไปจนถึงไอเดียเล็กๆ ที่ทำให้ของธรรมดากลายเป็นของที่ผู้รับจดจำ เพื่อช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการตลาด และฝ่ายบุคคลตัดสินใจได้ตรงงาน ตั้งแต่ก่อนเข้าช่วงเร่งรีบ
บรรยากาศการจับจ่ายช่วงปลายปียังคึกคักต่อเนื่อง ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ที่ผ่านมามีเงินสะพัดราว 111,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 จากปีก่อน และสูงสุดในรอบ 6 ปี ขณะที่ในฝั่งองค์กร การมอบของพรีเมี่ยมและของที่ระลึกยังเป็นธรรมเนียมที่ใช้กระชับความสัมพันธ์กับลูกค้า คู่ค้า และพนักงานตลอดทั้งปี
แต่ทุกปีฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายการตลาดมักเจอคำถามเดิมที่ตอบยากที่สุด คือ “ควรให้อะไรดี” เพราะของชิ้นเดียวกันอาจถูกหยิบใช้ทุกวันในงานหนึ่ง แต่ถูกเก็บเข้าลิ้นชักในอีกงาน และยิ่งตัดสินใจช้า ก็ยิ่งเจอคิวผลิตช่วงปลายปีที่แน่นกว่าช่วงอื่น

หลักง่ายๆ ในการเลือกของพรีเมี่ยมให้ถูกงาน คือถามตัวเอง 3 ข้อก่อนเริ่ม
- ผู้รับเป็นใคร เป็นลูกค้า พนักงาน หรือคนทั่วไปที่ยังไม่รู้จักองค์กร
- ผู้รับจะเอาของไปใช้ที่ไหน ที่ทำงาน ที่บ้าน หรือระหว่างเดินทาง
- อยากให้ผู้รับรู้สึกอย่างไร ขอบคุณ ภูมิใจ ประทับใจ หรือจดจำแบรนด์
เมื่อตอบ 3 ข้อนี้ได้ การเลือกของจะง่ายขึ้นมาก ต่อไปนี้คือเทคนิคการเลือกของที่ระลึกสำหรับ 7 โอกาสที่องค์กรพบบ่อย แต่ละโอกาสมีเป้าหมายต่างกัน ของที่ได้ผลจึงต่างกันด้วย
1. งานสัมมนาและงานอบรม
เป้าหมาย: ให้ผู้เข้าร่วมใช้ของระหว่างงาน แล้วนำกลับไปใช้ต่อที่ทำงาน
ของที่เหมาะ: สมุดโน้ต ปากกา กระเป๋าผ้าใส่เอกสาร กระบอกน้ำ และสายคล้องบัตร
วิธีใส่โลโก้ที่แนะนำ: สกรีนบนกระเป๋าผ้า ปั๊มหรือสกรีนบนปกสมุด และพิมพ์ชื่องานพร้อมวันที่จัดงานเล็กๆ ใต้โลโก้
เคล็ดลับ: ของที่ใช้ได้ทันทีในห้องสัมมนาจะถูกหยิบใช้มากที่สุด ถ้าจัดเป็นชุดใส่กระเป๋าผ้า ผู้เข้าร่วมจะถือกลับได้สะดวก และโลโก้ก็ได้ออกไปนอกงานด้วย ควรเตรียมจำนวนตามยอดลงทะเบียนและเผื่อผู้เข้าร่วมที่มาเพิ่มหน้างาน
ไอเดียให้โดดเด่น: พิมพ์ QR Code ไว้ที่ปกหลังสมุด เชื่อมไปยังเอกสารประกอบการบรรยาย ผู้เข้าร่วมกลับมาเปิดดูได้หลังจบงาน ลดการพิมพ์เอกสาร และทำให้สมุดเล่มนั้นยังมีประโยชน์ไปอีกนาน
2. บูธงานแสดงสินค้า
เป้าหมาย: ดึงคนให้แวะบูธ และให้เขาจำแบรนด์ได้หลังเดินผ่านบูธมาอีกหลายสิบบูธ
ของที่เหมาะ: ของชิ้นเล็กน้ำหนักเบาที่แจกได้จำนวนมาก เช่น ปากกาหรือถุงผ้า แยกไว้ต่างหากกับของชิ้นใหญ่กว่าสำหรับผู้ที่ทิ้งข้อมูลติดต่อไว้หรือสนใจสินค้าจริง
วิธีใส่โลโก้ที่แนะนำ: สกรีนโลโก้ขนาดใหญ่ สีตัดกับพื้น มองเห็นได้จากระยะไกล เพราะของในงานแสดงสินค้าทำหน้าที่เป็นสื่อโฆษณาด้วย
เคล็ดลับ: แบ่งของเป็น 2 ระดับ ช่วยคุมงบได้ดี และถุงผ้าที่พิมพ์โลโก้ชัดเจนจะกลายเป็นป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ไปทั่วงาน
ไอเดียให้โดดเด่น: เลือกถุงผ้าใบใหญ่พอใส่เอกสารและของจากบูธอื่น ผู้เข้าชมจะหยิบมาใช้ตลอดวัน แทนที่จะเป็นถุงที่ถูกพับเก็บ และควรผูกการแจกของชิ้นใหญ่กับกิจกรรมเล็กๆ เช่น สแกนเพิ่มเพื่อนทางไลน์ หรือกรอกแบบฟอร์มสั้นๆ เพื่อให้ได้รายชื่อผู้สนใจกลับไปติดตามต่อ
3. งานครบรอบองค์กร
เป้าหมาย: สร้างความภูมิใจร่วมกัน และบันทึกช่วงเวลาสำคัญขององค์กร
ของที่เหมาะ: ของที่ออกแบบเฉพาะวาระ เช่น แก้วหรือกระบอกน้ำที่พิมพ์ตราสัญลักษณ์ครบรอบ หรือชุดของขวัญในกล่องที่ออกแบบพิเศษ
วิธีใส่โลโก้ที่แนะนำ: ยิงเลเซอร์หรือปั๊มฟอยล์ ให้ความรู้สึกประณีตและคงทน เหมาะกับของที่ตั้งใจให้เก็บไว้นาน
เคล็ดลับ: ใส่ตัวเลขปีหรือข้อความครบรอบลงบนของ ช่วยให้ของชิ้นนั้นมีความหมายมากกว่าของพรีเมี่ยมทั่วไป และมักถูกเก็บไว้นานกว่า
ไอเดียให้โดดเด่น: ทำเป็นรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด พร้อมพิมพ์เลขลำดับบนแต่ละชิ้น ผู้รับจะรู้สึกว่าได้ของสะสมที่มีเพียงไม่กี่ชิ้น หรือใช้ของแบบเดียวกันกับทั้งพนักงานและลูกค้า แต่ต่างกันที่กล่องหรือการ์ดข้อความ เพื่อสื่อว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งนี้
4. ขอบคุณพนักงานอายุงานยาวและงานเกษียณ
เป้าหมาย: แสดงความขอบคุณจากใจ ไม่ใช่แค่ตามธรรมเนียม
ของที่เหมาะ: ของที่มีคุณภาพสูงขึ้นและใช้ได้นาน เช่น ปากกาโลหะแกะชื่อผู้รับ สมุดปกหนัง หรือชุดของขวัญที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้รับ
วิธีใส่โลโก้ที่แนะนำ: ยิงเลเซอร์ชื่อผู้รับและจำนวนปีที่ทำงาน ส่วนโลโก้บริษัทควรมีขนาดเล็กและเรียบ
เคล็ดลับ: ใส่ชื่อผู้รับจะมีความหมายกว่าใส่แค่โลโก้บริษัท และทำให้ของดูเป็นของขวัญส่วนตัวมากกว่าของแจก
ไอเดียให้โดดเด่น: สำหรับงานเกษียณ ลองเลือกของที่เข้ากับชีวิตช่วงใหม่ของผู้รับ เช่น ชุดชงกาแฟหรือชา แทนของที่ใช้ในออฟฟิศ และแนบการ์ดที่ผู้บริหารหรือเพื่อนร่วมงานเขียนข้อความถึง ของชิ้นเดียวกันจะกลายเป็นความทรงจำที่ผู้รับเก็บไว้ได้อีกหลายปี
5. ต้อนรับแขกและคู่ค้าจากต่างประเทศ
เป้าหมาย: ให้แขกได้ของที่เล่าเรื่องประเทศไทย และนำกลับได้สะดวก
ของที่เหมาะ: ของที่ระลึกงานผ้าไทย งานหัตถกรรม หรือของใช้ที่มีลวดลายไทย
วิธีใส่โลโก้ที่แนะนำ: ปักหรือติดป้ายโลโก้ขนาดเล็ก เพื่อให้ลวดลายไทยเป็นจุดเด่น ไม่ถูกโลโก้กลบ
เคล็ดลับ: เลือกของน้ำหนักเบา ไม่แตกง่าย และไม่ใช่ของเหลว เพราะแขกมักต้องนำขึ้นเครื่องบิน และควรแนบการ์ดภาษาอังกฤษสั้นๆ อธิบายที่มาของลวดลายหรือวัสดุ จะทำให้ของชิ้นเล็กๆ มีเรื่องเล่า
ไอเดียให้โดดเด่น: ศึกษาวัฒนธรรมของผู้รับก่อนเลือก เพราะของบางอย่างมีความหมายต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น ผู้รับชาวจีนบางส่วนถือว่าการให้นาฬิกาไม่เป็นมงคล การเลือกสีและจำนวนชิ้นที่สื่อความหมายดีในวัฒนธรรมของผู้รับ แสดงให้เห็นว่าองค์กรใส่ใจในรายละเอียด
6. ต้อนรับพนักงานใหม่
เป้าหมาย: ทำให้วันแรกของการทำงานเป็นความทรงจำที่ดี และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมตั้งแต่วันแรก
ของที่เหมาะ: ชุดต้อนรับ (Welcome Kit) เช่น กระบอกน้ำ สมุด ปากกา และกระเป๋า ในกล่องเดียวกัน
วิธีใส่โลโก้ที่แนะนำ: ใช้สีและโลโก้ตามคู่มือแบรนด์ขององค์กร อาจเพิ่มคำขวัญหรือค่านิยมองค์กรสั้นๆ บนสมุดหรือกล่อง
เคล็ดลับ: เลือกของที่ใช้ในที่ทำงานได้ทุกวัน เพราะพนักงานใหม่จะเห็นโลโก้องค์กรทุกครั้งที่หยิบใช้
ไอเดียให้โดดเด่น: พนักงานใหม่มักทยอยเข้างานตลอดทั้งปี จึงควรสั่งผลิตเป็นล็อตแล้วเก็บไว้ใช้ เลือกของที่ไม่ต้องแยกไซซ์และไม่ล้าสมัยเร็ว ส่วนชื่อพนักงานใช้วิธีติดสติกเกอร์หรือการ์ดชื่อในกล่องแทนการพิมพ์ลงบนสินค้า จะยืดหยุ่นกว่าและประหยัดกว่า
7. ของขวัญปีใหม่และเทศกาลสำหรับลูกค้า
เป้าหมาย: ขอบคุณลูกค้าและรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว
ของที่เหมาะ: ชุดของขวัญที่ใช้ได้จริงในกล่องสวยงาม เช่น กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิคู่กับสมุดโน้ต หรือร่มพับกันแสงยูวี
วิธีใส่โลโก้ที่แนะนำ: โลโก้ขนาดพอดีในตำแหน่งที่ไม่รบกวนการใช้งาน และใส่ความพิเศษผ่านกล่องหรือการ์ดอวยพรแทนการขยายโลโก้
เคล็ดลับ: ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ผู้ผลิตมีคิวงานมาก ควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าหลายสัปดาห์ และควรตรวจนโยบายการรับของขวัญของผู้รับด้วย เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญตามประเพณีได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อผู้ให้แต่ละรายในแต่ละโอกาส ตามระเบียบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และหลายองค์กรมีนโยบายงดรับของขวัญ
ไอเดียให้โดดเด่น: แนบการ์ดอวยพรที่ลงนามโดยผู้บริหาร หรือระบุชื่อผู้รับบนการ์ด ใช้งบไม่มากแต่ทำให้ของขวัญรู้สึกว่าเตรียมมาเพื่อผู้รับคนนั้นโดยเฉพาะ สำหรับลูกค้าคนสำคัญ อาจเพิ่มการยิงเลเซอร์ชื่อผู้รับลงบนตัวสินค้า
คุณชนธัญ กฤตานนอัษฎา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเดซี่ คอลเลคชั่น จำกัด กล่าวว่า “ของพรีเมี่ยมที่ดีไม่ได้วัดจากราคา แต่วัดจากว่าผู้รับหยิบมาใช้บ่อยแค่ไหน ของชิ้นเดียวกันอาจเป็นของที่ถูกใช้ทุกวันในงานหนึ่ง แต่ถูกเก็บเข้าลิ้นชักในอีกงาน การเริ่มจากผู้รับและโอกาสที่ให้ จึงช่วยให้งบทุกบาทคุ้มค่าที่สุด”
สรุปสั้น: 7 โอกาส เลือกของที่ระลึกอย่างไร
- งานสัมมนาและงานอบรม เน้นของที่ใช้ได้ทันทีในงาน เช่น สมุด ปากกา กระเป๋าผ้า
- บูธงานแสดงสินค้า แบ่งของ 2 ระดับ ชิ้นเล็กแจกทั่วไป ชิ้นใหญ่สำหรับผู้สนใจจริง
- งานครบรอบองค์กร ของรุ่นพิเศษที่มีปีหรือตราครบรอบ
- ขอบคุณพนักงานอายุงานยาวและงานเกษียณ ของคุณภาพสูง ใส่ชื่อผู้รับ
- ต้อนรับแขกต่างประเทศ ของที่เล่าเรื่องความเป็นไทย น้ำหนักเบา พกขึ้นเครื่องได้
- ต้อนรับพนักงานใหม่ ชุด Welcome Kit ที่ใช้ได้ทุกวัน สั่งเป็นล็อตเก็บไว้
- ของขวัญปีใหม่สำหรับลูกค้า ชุดของขวัญในกล่องสวย พร้อมการ์ดจากผู้บริหาร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกของที่ระลึก
- ใช้ของชิ้นเดียวกับทุกงาน สะดวกก็จริง แต่ผู้รับที่ได้ซ้ำหลายครั้งจะเริ่มไม่ใส่ใจ
- โลโก้ใหญ่เกินไป โดยเฉพาะของขวัญสำหรับผู้บริหารหรือลูกค้าคนสำคัญ ของที่ดูเป็นป้ายโฆษณามากเกินไปมักไม่ถูกหยิบใช้นอกบ้าน
- เลือกวิธีพิมพ์โลโก้ไม่เหมาะกับวัสดุ เช่น งานแกะเลเซอร์เหมาะกับโลหะ งานปักเหมาะกับผ้า การเลือกผิดทำให้โลโก้ลอกหรือไม่คมชัด
- ลืมเรื่องบรรจุภัณฑ์ กล่องหรือถุงที่ออกแบบดีช่วยยกระดับของชิ้นเล็กให้ดูเป็นของขวัญได้ทันที
- สั่งพอดีจำนวนผู้รับ ไม่เผื่อ เมื่อมีผู้รับเพิ่มหรือของชำรุดระหว่างขนส่ง การสั่งเพิ่มทีละไม่กี่ชิ้นมักแพงกว่าและอาจผลิตไม่ทัน
- ตัดสินใจช้าจนเลือกได้น้อยลง ยิ่งใกล้วันงาน ตัวเลือกสินค้า วิธีใส่โลโก้ และเวลาตรวจชิ้นตัวอย่างก็ยิ่งเหลือน้อยลง
ไม่ว่าจะเป็นโอกาสใด หลักสำคัญคือเริ่มจากผู้รับ ไม่ใช่เริ่มจากรายการสินค้า ของที่ระลึกที่ถูกเลือกมาให้เหมาะกับคน เหมาะกับโอกาส และใส่โลโก้อย่างพอดี จะถูกหยิบใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก และทำหน้าที่สื่อสารแบรนด์แทนองค์กรไปได้อีกนานหลังจบงาน



