จับธุรกิจชาบู’มานีมีหม้อ’ใส่ความอาร์ต เพิ่มความสนุก โกยเงินร้อยล้าน!!

5.03.16 | 13:50 น.

เรื่อง/รูป มีนา

“มานีมีหม้อ” คือแบรนด์ที่เชื่อว่าหลายคนคุ้นหู คุ้นตา และน่าจะคุ้นลิ้น ด้วยเพราะจัดเป็นร้านชาบูแถวหน้า ที่เรียกได้ว่าสายอาร์ต เพราะมีการฉีกตลาดด้วยความแตกต่าง ไม่เพียงเท่านั้น มานีมีหม้อยังเข้ามามีส่วนแชร์ผู้บริโภคได้มากโข ด้วยการโชว์เอกลักษณ์ความโดดเด่น แตกต่างกับชาบูมันกุ้ง ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นรายแรกในประเทศไทย

คุณพีรศักดิ์ เหลี่ยมมุกดา เจ้าของธุรกิจ เผยว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ร้านมานีมีหม้อ เปิดตัวและมีการขยับขยายสาขามาด้วยตนเองรวมแล้วราว 6 แห่ง และในปีนี้ตั้งเป้าขยายไปให้ถึง 25-30 สาขานั้น มาจากจุดเริ่มต้นที่สร้างความเข้าใจต่อธุรกิจ

“เริ่มต้นเกิดจากความชอบ ผมเคยเป็นลูกจ้างร้านอาหาร เมื่อครั้งเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ไม่เคยทำธุรกิจนี้มาก่อน ที่ปรึกษาก็ไม่มี จนกระทั่งวันนี้มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้คำแนะนำ ผมว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งผมศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการเรียนต่อทั้งประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สอนให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเองเป็น จนเกิดความกล้าจะก้าว”

Advertisement

จากจุดเริ่มต้น กับจำนวนผู้เล่นในตลาดเรียกได้ว่าน้อยราย แต่เมื่อเวลาล่วงผ่าน ธุรกิจนี้กลายเป็นความคึกคัก คู่แข่งเกิดขึ้นทั้งระยะใกล้และไกล แต่ทว่า มานีมีหม้อ ยังคงผงาดได้ จนเกิดปรากฏการณ์ต่อแถวเพื่อรอคอยเก้าอี้ โดยเฉพาะกับสาขาแรกตั้งอยู่ Nawamin City Avenue ถนนเกษตร-นวมินทร์ บนพื้นที่ 60 กว่าตารางเมตร

“ความสำเร็จในการทำร้านอาหารในภาวะคู่แข่งขันเกิดขึ้นมากราย หัวใจสำคัญคือ ต้องทำให้ถูกต้อง นั่นคือ การดำเนินการต้องดี อาหารต้องดี ดีในที่นี้คือ ทั้งคุณภาพ รสชาติ ราคาสมเหตุสมผล ซึ่งตลอดเวลาจะรู้ว่าราคาขายวัตถุดิบขึ้นลงไปตามกลไกตลาดมาโดยตลอด แต่มานีมีหม้อไม่เคยปรับเปลี่ยนราคา เพราะนโยบายของเราไม่ใช่แค่เรื่องกำไรอย่างเดียว แต่ต้องการให้ลูกค้าสามารถเดินทางเข้ามาทานได้อย่างสบายกระเป๋า เราต้องการเป็นร้านของทุกคนในครอบครัว ราคาแพงสุดของสินค้าจึงอยู่ที่ 48 บาทเท่านั้น”

อีกสิ่งหนึ่งสามารถดึงดูดความต้องการของลูกค้าได้คือ ความต่าง ทั้งน้ำจิ้มปรุงรสตามใจ และวัตถุดิบคัดสรร อย่างมันกุ้งเพิ่มความอร่อยหวานมัน ความสดของวัตถุดิบที่ต้องมาจากแหล่งคุณภาพดี

“เมนูคิดใหม่ตลอด และไม่ใช่นำขึ้นมาเป็นโปรโมชั่นกระตุ้นตลาดช่วงสั้นๆ มีการทำวิจัยและพัฒนาเพื่อให้อยู่ได้ยาว ซึ่งกับการทำเมนูจะพยายามคิดให้ไม่ซ้ำกับรายอื่น มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และนี่จึงเป็นเหตุผลให้ลูกค้ากลับมาทานซ้ำ โดยสถิติสูงสุดเคยสำรวจลูกค้า 1 สัปดาห์มาถึง 5 วัน”

คุณพีรศักดิ์ยังกล่าวถึงกลุ่มลูกค้าหลักนั้นมาจากโจทย์ของร้านที่มีความเป็นอาร์ต กลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงมีสไตล์สนุกสนาน ชอบความแปลกใหม่ ทุกเพศทุกวัย

กับสาขาแรกเปิดดำเนินการจนเกิดปรากฏการณ์ต่อแถว ความสำเร็จนี้ส่งผลให้ขยับขยายมาถึง 6 สาขา และตั้งเป้าไว้เดือนเมษายนจะเปิดให้ครบ 10 สาขา ส่วนเป้าหมายตลอดปี 2559 วางไว้ 25-30 สาขา ซึ่งทุกสาขาเป็นการขยายด้วยตนเอง โดยพื้นที่เป้าหมายอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และรุกสู่หัวเมืองใหญ่

ผู้ประกอบการคนขยันยังเสริมถึงทำเลในพื้นที่ต่างจังหวัด จะมุ่งไปตามหัวเมืองใหญ่ เพื่อสร้างโอกาสกับการขายและสร้างวิธีรับรู้สู่ผู้บริโภคในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ กับการลงทุนต่อสาขา คุณพีรศักดิ์ว่า ประมาณ 7 ล้านบาท กับพนักงานประมาณ 35 คน ส่วนยอดขายในปีที่ผ่านมา (2558) รวม 120 ล้านบาท ผลกำไรราว 20-30 เปอร์เซ็นต์

ในวันนี้ คำว่า “มานีมีหม้อ” ถือเป็นแบรนด์ที่คนไทยเริ่มคุ้นเคย แต่ทว่าคุณพีรศักดิ์ก็วาดหวังให้ต่างชาติได้รับรู้ในตัวละครนี้เช่นกัน

จะรู้จักน้องมานีเหมือนกับที่เขาเข้าใจในซิลเดอเรลได้อย่างไร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่