รู้ว่าดีกว่า แต่ไม่เลือก : คอลัมน์หิวหรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน

9.07.17 | 16:04 น.

โลกยุคผู้คนสามารถสื่อสารถึงกันและกันได้สะดวกดายมากขึ้น โดยโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ที่ยอดนิยมก็เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และสามารถคนหาความรู้แบบเจาะลึกในเรื่องราวที่สนใจเป็นพิเศษได้ที่กูเกิล

แทบจะไม่มีอะไรที่หาความรู้ไม่ได้ แถมเรื่องที่ไม่รู้และไม่เคยคิดว่าควรรู้ ยังมีคนมากระตุ้นให้รู้และอยากรู้ขึ้นมาได้

แถมรู้แล้ว อะไรที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นก็ส่งต่อ แชร์กันออกไปอย่างกว้างขวางรวดเร็ว

ด้วยความง่ายและเร็วในการเผยแพร่ ทำให้ช่วงหนึ่งมีปัญหามากเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูล แชร์กันง่ายๆ โดยไม่ได้ตรวจสอบและยังไม่มีใครใส่ใจที่แสวงหาคำตอบมาให้

ข่าวสารในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กจึงมีอุปสรรคในการใช้ประโยชน์ เพราะแม้จะมีมากและรวดเร็ว แต่ขาดความน่าเชื่อถือกลายเป็นข้อมูลที่รกการรับรู้

Advertisement

ทว่า วันนี้เปลี่ยนไปบ้างแล้ว มีหน่วยงาน องค์กร กลุ่มคน หรือคน ที่กำหนดภารกิจตัวเองให้ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล ไม่ปล่อยให้มั่วกันไปเรื่อยเหมือนที่ผ่านมา

ทางหนึ่งเป็นให้การข้อมูลที่เป็นจริง อีกทางหนึ่งเป็นการปรามให้คนที่ปล่อยข้อมูลระมัดระวังมากขึ้น เพราะถูกตรวจสอบ เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นพวกปล่อยข่าวมั่วได้ง่ายๆ

เพราะเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต้นๆ ของชีวิต

“อาหารการกิน” จึงเป็นข้อมูลที่เผยแพร่กันคนหลามในทุกแง่ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็น “ร้านอร่อย-เมนูเด็ด-สูตรหาอาหาร-เคล็ดลับการปรุง” ลงรายละเอียดไปถึงการเลือกซื้อวัตถุดิบ และอื่นๆ

เรียกได้ว่า อยากรู้อะไรหาได้หมด

พัฒนาการของสังคมเช่นนี้ ควรที่คุณภาพการกินของผู้คนจะดีขึ้น

อะไรที่เป็นอันตราย ทั้งอันตรายในภาพรวม คือ ไม่ว่าใครกินเข้าไปล้วนได้รับผลร้ายหมด หรือเป็นของแสลงสำหรับบางคน บางโรค

อะไรที่เป็นประโยชน์สามารถรับรู้กันง่ายๆ

แถมการตรวจสอบเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มีผู้เข้ามาทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น

แนวโน้มน่าจะทำให้คนเราตระหนักถึงอาหารที่มีคุณค่ามากขึ้น

แต่ดูๆ แล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะไม่ว่าจะมีความรู้ป้อนมาให้มากมายสักเท่าไร แต่ถึงที่สุดแล้วคนเรายังกินอาหารแบบเดิมๆ ของที่บอกว่าอันตรายยังขายดิบขายดี สร้างความร่ำรวยให้ผู้ผลิต ผู้ขายกันเหมือนเดิม

เหมือนกับว่าแม้จะรู้ว่าอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นคุณ กินแล้วดีต่อสุขภาพร่างกาย แค่คนเราไม่สามารถเลือกได้ ยังหลับหูหลับตาดื่มกินอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเสียอย่างนั้น

มันเกิดอะไรขึ้น

เป็นเรื่องน่าคิดไม่น้อย ว่าท่ามกลางข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์มหาศาลนี้ ทำไมคนเราจึงหยิบฉวยมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองไม่ได้ กลับปล่อยให้ชีวิตเลือกที่จะเดินไปตามความเคยชินเดิมๆ ที่เคยอยู่กับความไม่รู้

หรือเอาเข้าจริง มนุษย์ส่วนใหญ่แม้จะมีสมองที่ฉลาดเฉลี่ยมากกว่าสัตว์อื่น แต่ความฉลาดนั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากนัก เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก กลับเลือกในทางที่ไม่ค่อยฉลาดเหมือนเดิม

กระทั่งบางครั้งการเลือกตาม “สัญชาตญาณแบบสัตว์” ยังทำให้ได้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิตมากกว่า

เพราะเป็นเช่นนี้เอง “นักธุรกิจเจ้าของโรงงานอาหาร” จึงร่ำรวยมากมายจาก “การขายอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกายมนุษย์”

และนี่เป็นความน่าเศร้า