จัดโครงการประกวดผลงานศิลปะด้านจิตรกรรม 2 มิติ และนำมาแสดงเป็นนิทรรศการทุกปี แต่ปีนี้พิเศษเพราะตั้งใจน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งภายหลังดำเนินการประกวดไปแล้ว บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด จึงจัดแถลงข่าวการมอบรางวัลภาพจิตรกรรม พร้อมเปิดตัวนิทรรศการจิตรกรรมเอเซีย พลัส ครั้งที่ 7 ภายใต้หัวข้อ “ในใจไทยทั่วหล้า” ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัสฯ กล่าวว่า การจัดนิทรรศการในปีนี้เป็นการรวมใจของคณะกรรมการ ทีมงาน และศิลปิน ที่จะร่วมเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยได้ร่วมถ่ายทอดความในใจที่มีต่อพระองค์ผ่านผลงานศิลปะ และนำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการนี้จัดแสดง 28 ภาพ แยกเป็น 7 ผลงานที่ได้พิจารณาให้ได้รับรางวัล และมีอีก 7 ภาพพิเศษจากความรักและความอาลัยของศิลปินชั้นครูของประเทศ อาทิ อ.ถาวร โกอุดมวิทย์, อ.สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ ซึ่งแต่ละภาพมีแนวคิดที่สามารถถ่ายทอดและสื่อถึงพระองค์ได้เป็นอย่างดี
นายสันติ สีดาราช อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เจ้าของผลงาน “คำสอนพ่อ” ใช้เทคนิคประกอบไม้ คว้ารางวัลที่ 1 เล่าว่า ตนรำลึกถึงในหลวง ร.9 ที่ทรงเป็นแบบอย่างความเพียรกับการศึกษา เพื่อนำเอาความรู้ที่ทรงศึกษามาพัฒนาพระองค์เอง สังคม และประเทศชาติต่อไป ตนจึงจำลองลักษณะของห้องเรียนว่าเด็กน้อยกำลังศึกษาตามพระดำรัสด้านการศึกษาที่พระองค์ท่านสอนไว้บนกระดานดำ โดยใช้เทคนิคภูมิปัญญาช่างโบราณในการเข้าลิ่ม เข้าเดือยประกอบเป็นภาพดังกล่าว ใช้เวลาทำ 2 สัปดาห์ และส่วนที่ใช้ตัวอักษรสีดำบนกระดานดำ เพราะตั้งใจอยากให้มอง หากไม่ตั้งใจจะมองไม่เห็น ไม่เข้าใจคำที่พระองค์สอน ก็เหมือนว่าถ้าเรามีความเพียร พินิจพิจารณาตัวอักษรพวกนั้น เราก็จะได้เรียนรู้ ได้เข้าใจคำสอนของท่าน
ถัดมาที่ผลงาน “ความสุขของแผ่นดิน” ใช้เทคนิคดินสอ+สีอะคริลิค ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมเรื่องความเพียรพยายามมาก และคว้ารางวัลที่ 2 ผศ.สิริทัต เตชะพะโลกุล อาจารย์ประจำภาควิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เล่าว่า ต้นไม้เมื่อตัดที่ลำต้นจะเห็นวงปีไม้ที่เป็นเส้นวงต่างๆ และบอกถึงการผ่านฤดูกาลต่างๆ จึงคิดว่าในหลวง ร.9 ที่ทรงครองราชย์มา 70 ปี ก็ทรงผ่านช่วงเวลาต่างๆ มาเช่นกัน จึงนำเรื่องทั้ง 2 มาเชื่อมโยงกัน โดยเริ่มเขียนคำว่าทรงพระเจริญวนเป็นวงกลมซ้ำไปเรื่อยๆ มีเขียนหนาบ้าง บางบ้าง จนเป็นผลงาน 2 มิติดังกล่าว ใช้เวลาประมาณ 200 ชั่วโมง
“หลายคนชอบมองผลงานศิลปะว่าสวยเมื่อทำเสร็จ แต่จริงๆ ความสวยงามอยู่ที่ระหว่างทาง ที่ต้องผ่านความเหนื่อย ความท้อ ความพยายาม ซึ่งนี่ทำให้ศิลปะมีคุณค่า ก็เหมือนภาพนี้ที่กว่าจะสำเร็จต้องใช้ความเพียรพยายามมาก อดทนเขียนไปเรื่อยๆ จะเร่งรีบเขียนข้ามไปก็ไม่ได้ สำหรับเงินรางวัล 150,000 บาทที่ได้นี้ จะนำไปทำหนังสือพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวง ร.9 เล่มที่ 2 เพื่อวางขาย นำรายได้ไปบริจาคให้มูลนิธิชัยพัฒนา เช่นเดียวกับหนังสือเล่มแรก เพราะผมอยากทำอะไรเพื่อพระองค์ ทำตามความถนัดที่ผมมี” ผศ.สิริทัตกล่าวด้วยสีหน้าซาบซึ้ง









ด.ช.วชิรวิทย์ สามารถ หรือน้องอามานี่ อายุ 11 ปี เจ้าของผลงาน “พระราชาของเด็กสิบขวบ” ใช้เทคนิคหมึกดำบนพื้นสีอะคริลิค คว้ารางวัลพิเศษในปีนี้ รางวัล CEO Special Talent Award เล่าว่า ผลงานชิ้นนี้บอกเล่าถึงประชาชนจำนวนมากกำลังมาส่งเสด็จในหลวง ร.9 สู่สวรรคาลัย โดยมีพญานาค พญาครุฑ และเหล่าเทวดาต่างๆ มารอรับเสด็จ ระหว่างทางที่เป็นก้อนเมฆได้บอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ การทรงงาน และงานอดิเรกที่พระองค์ชื่นชอบ อาทิ ทรงทรัมเป็ต ทรงเรือใบ ทรงปาดพระเสโท และพระบรมสาทิสลักษณ์พระองค์ตอนฉลองการครองราชย์ ใช้เวลาทำหลังเลิกเรียนรวมกว่า 1 เดือน อย่างไรก็ตาม ภาพนี้พยายามสื่อให้เห็นว่าพระองค์ทำเพื่อประชาชน ทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชน
ด้าน อ.ถาวร โกอุดมวิท อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งนำผลงาน กราบ/สักการะ มาร่วมจัดแสดงนิทรรศการว่า สัญลักษณ์ในธรรมชาติหลายประการแฝงด้วยความหมายไว้ด้วยความอาลัยน้อมรำลึกถึงในหลวง ร.9 ในเชิงความคิดเป็นต้นว่า ดวงเทียนและเปลวไฟเหมือนพระองค์ ทรงเป็นดุจดั่งพระประทีปส่องทางแก่ชาวไทย ส่วนร่องรอยหลดไหลของสีทอง เปรียบได้กับน้ำพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณรินล้นจากสรวงสวรรค์ให้ร่มเย็นสู่พสกนิกรชาวไทยมาตลอด 70 ปี
สามารถชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 3 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. ยกเว้นวันพุธ ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ





