อย่าโกรธกันข้ามวัน!!!
ทำได้มั้ย?
อย่าเข้านอนทั้งที่ยังโกรธกันอยู่!!!
ทำกันได้มั้ย?
อยากบอกว่า สำหรับใครที่ยังมีคนรักอยู่ข้างกาย ไม่ว่าจะเป็นสามี-ภรรยา หรือพ่อ-แม่ พี่-น้อง อยากให้อ่านเรื่องราวของ “แอชลีย์ เมอร์เรลล์” หญิงอังกฤษ คุณแม่ลูก 3 วัย 33 ปี รายนี้ดู ซึ่งเจอความเจ็บปวด และได้ “บทเรียน” จากเรื่องนี้โดยตรง เมื่อเธอทะเลาะกับไมกีย์ สามีอย่างรุนแรง แล้วต่างแยกย้ายกันเข้านอน โดยยังเคลียร์ความบาดหมางใจกันไม่จบ มิหนำซ้ำเธอยังไล่สามีให้ไปนอนบนโซฟา โดยคิดไม่ถึงว่าพอตื่นเช้ามาไม่มีโอกาสที่จะได้พูดอะไรกับสามีอีกแล้ว
เว็บยาฮูนิวส์ของอังกฤษซึ่งลงเรื่องราวสะเทือนใจของแอชลีย์เล่าว่า แอชลีย์เกิดเหตุทะเลาะกับไมกีย์สามีอย่างรุนแรง หลังจากเธอโกรธที่สามีกลับมาบ้านดึกมาก พอเห็นหน้าไมกีย์ เธอจึงเปิดฉากดุว่าสามีอย่างรุนแรงว่าเธอนั่งเป็นห่วง กลัวว่าเขาอาจจะเกิดอันตรายต่างๆ นานา และลงท้ายด้วยการไล่สามีให้ไปนอนที่เก้าอี้โซฟา หลังจากที่พวกเขายังเคลียร์เรื่องที่ทะเลาะกันไม่ได้

แต่พอเช้าวันใหม่ แอชลีย์ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างเสริมความงาม ก็พบว่าสามีนอนหมดลมหายใจอยู่บนโซฟา แล้วที่เจ็บปวดยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เธอมารู้ภายหลังว่าสามีเธอซึ่งต้องทำงานหนักถึงวันละ 16 ชั่วโมง ยังแอบไปทำงานพิเศษรับจ้างทำความสะอาดพรม เพื่อจะเก็บเงินพาเธอไปเที่ยวกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เพื่อฉลองครบรอบแต่งงานปีที่ 3 ของเขาและเธอเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม
ทั้งนี้ แอชลีย์ซึ่งอาศัยอยู่ที่มณฑลซอมเมอร์เซ็ต อังกฤษ ได้กล่าวคำรำลึกถึงสามีซึ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับว่า “ไมกีย์เป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้าง ถ้าเขาเดินเข้ามาในห้อง แล้วเห็นใครดูไม่มีความสุข เขาจะเป็นคนแรกที่เดินเข้าไปพยายามแหย่ให้คนนั้นได้หัวเราะ เขาเป็นคนรักครอบครัว และอยากให้ลูกๆ ได้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่เขาไม่มี ดังนั้น เขาจึงทำงานหนักมาก เขาต้องทำงานวันละ 16 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน โดยไม่มีวันพัก เพื่อที่จะมีเงินพอพาพวกเราทุกคนไปเที่ยวดิสนีย์ทุกปี เขาเหน็ดเหนื่อย แต่เขาก็เต็มใจทำทุกอย่าง เพียงแค่ต้องการเห็นรอยยิ้มของพวกเรา แต่เขาทำงานมากเกินไป แล้วเขาก็ดูเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลา ฉันกลัวว่าเขาจะทรุดลงสักวัน และสุขภาพของเขาก็ทรุดโทรมลงเร็วมาก เมื่อเขากลับมาถึงบ้านคืนนั้น สภาพของเขาก็ดูแย่มาก ฉันไม่เคยเห็นเขาดูอ่อนล้าแบบนั้นมาก่อน และฉันก็ทนไม่ไหวที่จะเห็นเขาเป็นแบบนั้น ฉันจึงโกรธมาก ฉันจึงตวาดใส่เขา และไล่เขาให้ไปนอนที่โซฟา ซึ่งเป็นเรื่องที่งี่เง่ามาก เพราะใจจริงฉันอยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ”

แอชลีย์เล่าถึงช่วงเวลาในเช้าวันที่เธอพบว่าไมกีย์ได้จากเธอและลูกไปแล้วว่า “ฉันเดินออกจากห้องนอน และเห็นเขานอนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงที่เดิมบนโซฟา เมื่อฉันเดินไปจับตัวเขาก็พบว่าตัวเขาเย็น ฉันถึงกับผงะ วิ่งออกจากห้อง และตะโกนบอกลูกสาววัย 14 ว่าพ่อเธอตายแล้ว แล้วฉันก็วิ่งออกไปที่ถนน ร้องตะโกนว่าไมกีย์ตาย จากนั้นฉันก็เป็นลม จนเพื่อนบ้านต้องช่วยกันหามฉันเข้ามาในบ้าน ตอนนั้นฉันยังไม่อยากเชื่อว่าไมกีย์ตาย มันเหมือนฝัน แล้วเมื่อรถพยาบาลมาถึง เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไมกีย์ตาย ฉันก็เข่าอ่อน ทรุดลงไปกองกับพื้น รู้สึกผิด และโกรธตัวเองมากที่ไล่เขาไปนอนบนโซฟา ฉันเสียใจที่สุดเมื่อนึกถึงคำพูดสุดท้ายที่ฉันพูดกับเขาด้วยความโกรธ ยิ่งเมื่อฉันมารู้ว่าเขาพยายามทำงานเก็บเงินเพื่อจะพาฉันไปฉลองครบรอบแต่งงาน มันยิ่งหัวใจสลาย และแย่จนทำใจไม่ได้”
แอชลีย์เล่าว่า ผลการชันสูตรศพ ระบุว่าสามีเธอเสียชีวิตจากอาการสำลักระหว่างนอนหลับจนขาดอากาศหายใจ ส่วนสาเหตุเบื้องลึกยังไม่สามารถระบุได้
แอชลีย์ย้ำด้วยว่า “การจากไปของไมกีย์ ได้เปลี่ยนมุมมองชีวิตของฉันอย่างสิ้นเชิง มันทำให้ฉันรู้ว่าชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก และสั้นเกินกว่าที่เราจะเข้านอนทั้งที่ยังโกรธกัน และไม่ใช้เวลาที่ยังมีอยู่กับครอบครัวให้มีค่า มีความสุข”
อนึ่ง จากข่าวว่า แอชลีย์รู้จักกับไมกีย์เมื่อปี 2550 และแต่งงานกันปี 2553 โดยแอชลีย์มีมอร์แกน ลูกสาว ซึ่งปัจจุบันอายุ 14 ปี ติดมาด้วย 1 คน ส่วนเธอและไมกีย์มีลูกแฝดชาย-หญิงด้วยกัน


