ชาลิตา แย้มวัณณังค์ ว่าที่”ดอกเตอร์”สวยที่สุดในประเทศ

29.07.17 | 12:28 น.

จั่วหัวมาอย่างนี้ ขอบอกว่าไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด เพราะความสวยของเธอมี “มง(กุฎ)” การันตี!! และมงที่ได้ก็ไม่ใช่มงจากเวทีเล็กๆ แต่เป็น “เวทีใหญ่” อันดับ 1 ของประเทศ “มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์”

ลิตา-ชาลิตา แย้มวัณณังค์ ได้รับตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ปี 2013 เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2013 ร่วมกับสาวงามกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย แม้จะไม่ได้มงใหญ่ระดับจักรวาลกลับมาฝากคนไทย แต่เธอก็คว้ารางวัลพิเศษ ท็อปโหวตอันดับ 1 ของเวทีนี้

มาวันนี้ผ่านมา 4 ปีแล้วหลังจากได้รับตำแหน่ง ชาลิตาคนเดิมเพิ่มเติมคือ “ดอกเตอร์” ที่กำลังจะคว้ามาได้ในปลายปีที่จะถึงนี้

ย้อนกลับไปหลังอำลาตำแหน่ง ชาลิตาไม่ได้เดินเข้าสู่วงการบันเทิงเฉกเช่นรุ่นพี่นางงามคนก่อน จึงเรียกไม่ได้ว่าเธอห่างหายไปจากวงการ

“ลิตาไม่เคยอยู่ในวงการเลย ไม่เคยทำอะไรอยู่แล้ว” สาวเมืองย่าโม อายุ 29 ปี ออกตัวและให้เหตุผลว่า

Advertisement

“ที่ไม่เข้าวงการบันเทิงเพราะไม่ถนัดด้านการแสดง บวกกับตอนเด็กๆ ไม่เคยดูละคร คุณแม่ไม่ชอบให้ดู เพราะละครมักจะมีแต่ฉาก ตบ ตี กรี๊ด ว้าย ข่มขืนนางเอกแล้วรักกัน ซึ่งคุณแม่ไม่อินจึงไม่อนุญาตให้ดู”

พอต้องแสดงจริงๆ เลยรู้สึก “ขำ” ตัวเองมากกว่าจะอินไปตามบทบาท จึงบอกกับกองประกวดไปตามตรงว่า “ไม่อยากเป็นดารา”

ซึ่งก็นับว่าเป็นคนที่ “ชัดเจน” ในตัวเอง ทั้งที่อาชีพนี้จะนำชื่อเสียงและเงินทองมาให้

“ลิตามาประกวดก็ไม่ได้ว่าอยากมีชื่อเสียงหรืออยากดัง มันไม่ใช่เป้าหมาย แต่ประกวดเพราะอยากทำความฝันให้สำเร็จ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากพี่กวาง-ฟ้ารุ่ง ยุติธรรม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2550 พี่กวางสวยมาก บวกกับเราเป็นคนที่ไปไหนมาไหนก็มีคนชอบถามว่า ทำไมไม่ลองประกวดดู ก็เลยมาวิเคราะห์ตัวเอง คิดว่าเราน่าจะพอไหวเลยตัดสินใจประกวด”

นอกจากเป็น “คนชัดเจน” แล้ว ยังเป็น “นักวางแผนตัวแม่” อีกด้วย เพราะจะประกวดนางงามทั้งที ชาลิตาก็ไม่ได้มาเล่นๆ นะจ๊ะ

“ลิตาเป็นคนที่ถ้าจะทำอะไรแล้วจะประเมินตัวเองว่าทำได้หรือไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่ทำ เพราะรู้สึกเสียเวลา อย่างประกวดเวทีนี้ ลิตาก็ทำการบ้านด้วยการย้อนกลับไปดูโปรไฟล์คนชนะแต่ละคนว่ามีประวัติอย่างไร จากการสังเกต เวทีนี้ชอบคนมีการศึกษาดี พูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งตอนนั้น เราเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี รู้สึกว่ายังไม่ใช่ และตอนนั้นกำลังเรียนปริญญาโทอยู่ที่อังกฤษ ก็เลยวางแผนไว้ว่าเรียนจบเมื่อไหร่จะมาสมัคร”

 

 

ถามว่า “ตอนนั้นหวังถึงมง” ไหม?

คำตอบทันทีเลยว่า “หวังค่ะ เพราะวิเคราะห์ซะขนาดนั้น” ว่าพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ซึ่งการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ก็ให้ประสบการณ์ต่างๆ กับชาลิตามากมาย เธอได้ทำในสิ่งที่ถ้าไม่ได้ตำแหน่งจะไม่ได้ทำ เช่น เข้าพบนายกรัฐมนตรี รวมทั้งได้มีโอกาสไปโชว์ศักยภาพสาวไทยด้วยการเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประกวด

มิสยูนิเวิร์สนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นโครงการระหว่างสถานทูตกับกระทรวงการต่างประเทศ โดยใช้ “ความสวยความงาม” เป็นจุดเชื่อมระหว่างนิวซีแลนด์กับประเทศไทย

และจากเวทีนี้ทำให้เธอได้ “เพื่อน” ที่พ่วงตำแหน่ง “มิสยูนิเวิร์ส” ของแต่ละประเทศมาอีก 4 คน

“นี่ก็เพิ่งไปเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับแครี่ มิสยูนิเวิร์สมาเลเซียมา” เธอว่า ก่อนบอก หลังจากเสร็จสิ้นการประกวดมิสยูนิเวิร์สที่รัสเซีย “แก๊ง” ของเธอ ที่มีทั้งมิสยูนิเวิร์สมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และจีน ก็คบหากันมาตลอด ทุกปีจะนัดเจอกันปีละครั้ง เพื่อนมาเที่ยวเมืองไทยบ้าง เธอไปเที่ยวบ้านเพื่อนบ้าง

“ตอนนี้ผ่านมา 4 ปี ก็เหนียวแน่นดี ที่คบกันได้นานขนาดนี้ น่าจะเป็นเพราะเราไม่ได้แข่งกัน ไม่ได้อิจฉาหรือริษยากัน มันก็เลยทำให้คบกันยืนยาว”

เป็นตลอด 1 ปีที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ และหลังจากอำลาตำแหน่ง ชาลิตาก็เบนเข็มชีวิตกลับมาเรียนต่อ “ปริญญาเอก” ทันทีดั่งที่ตั้งใจไว้แต่แรก

“ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าจะเรียนต่อปริญญาเอก ซึ่งวันที่มาคัดตัวมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ก็ตรงกับวันที่ต้องไปสัมภาษณ์เรียนปริญญาเอก ตอนนั้นเลือกประกวดก่อน เพราะอายุกำลังจะเกินแล้ว ส่วนปริญญาเอกคิดว่าคนเราไม่แก่เกินเรียน อายุมากแล้วก็ยังเรียนได้”

ชาลิตาจบปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ปริญญาโทสาขาการจัดการท่องเที่ยวและการตลาด มหาวิทยาลัยบอร์นมัธ ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาวิขาภาษาอังกฤษด้านการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

“ลิตาเรียนด้านภาษาเพราะอยากเป็นอาจารย์ จึงเรียนด้านนี้ ซึ่งภาษาก็สามารถทำงานได้หลากหลาย สอนเรื่องการท่องเที่ยวก็ได้ หรือสอนด้านการตลาดก็ได้ ตอนนี้เรียนมา 3 ปีแล้ว คาดว่าปลายปีนี้จะจบ ปีหน้าเป็นดอกเตอร์แน่นอน”

ระหว่างเรียนชาลิตาก็ทำงานควบคู่เป็น “อาจารย์พิเศษ” สอนภาษาอังกฤษให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีไปด้วย

 

 

“เทอมแรกที่สอนก็สอนง่ายๆ วิชาอิงลิช วัน ให้นักศึกษาปี 1 พอปีต่อๆ มาก็สอนวิชายากที่สุด ภาษาอังกฤษเพื่ออาชีพในอนาคต ให้นักศึกษาปี 3 ปี 4”

ซึ่งนี่ไม่ใช่งานใหม่ของเธอ เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้เปิดสอนภาษาอังกฤษเป็น “ติวเตอร์” ให้กับเด็กๆ ที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ก่อนแล้ว

สไตล์การสอนของ “อาจารย์มิสยูนิเวิร์ส” จะเน้นให้เด็กลงมือปฏิบัติ ป้องกันเด็กแอ๊บเรียนรู้เรื่อง แต่จริงๆ แล้ว..ไม่รู้

ส่วนการให้คะแนนก็ให้ “ตามเนื้อผ้า” บวกกับดูความตั้งใจเรียน แม้เรียนไม่เก่งแต่เข้าคลาส-ส่งงานทุกครั้ง ก็จะมีคะแนนพยายามให้

“ส่วนใหญ่นักศึกษาก็มาเรียนทุกครั้ง ไม่ค่อยขาดกัน” เธอเล่าเมื่อถูกถามว่าชาลิตาเป็นอาจารย์แบบไหน ก่อนเสริม “นักศึกษาก็บอกว่าลิตาใจดีนะ” พูดพลางหัวเราะ

สำหรับชาลิตามองว่า “อาจารย์” เป็นอาชีพที่ “ใช่” สำหรับเธอ ได้ทำแล้วรู้สึก “พอดี” กับความรู้สึก ซึ่งเธอก็คิดว่าคงจะยึดอาชีพนี้ต่อไปเรื่อยๆ

“ลิตาเรียนจบปริญญาเอกมา แล้วถ้าไม่ได้นำมาใช้ทำอะไร ก็เหมือนได้มาเพื่อเท่ๆ เฉยๆ ความตั้งใจคืออยากส่งต่อความรู้”

เรียนจนจบปริญญาเอกก็น่าจะ “สูงสุด” แล้วในภาคการศึกษา ทว่า…สาวคนนี้ก็ยังไม่หยุดฝัน!!

“ตอนแรกเป็นนางสาวนครราชสีมา ก็อยากเป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ หรือพอเรียนปริญญาตรี ก็อยากจะเรียนปริญญาโท พอจบโท ก็อยากเรียนปริญญาเอก ตอนนี้พอได้ดอกเตอร์ก็อยากเป็นศาสตราจารย์แล้ว” ชาลิตาเผยฝัน

ซึ่งทุกก้าวของความฝันของสาวคนนี้จะยึดคติว่า “อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวไว้ว่า ให้เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ แล้ววันหนึ่งโอกาสจะเป็นของเรา”