ข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งของเทคโนโลยีที่ผมได้ตระหนักหลังได้พบปะพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับ คุณนพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เมื่อไม่นานมานี้ก็คือ เทคโนโลยีใดๆ ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงหากปราศจากการ “ประยุกต์ใช้” ให้เกิดประโยชน์
คุณนพชัยซึ่งสำเร็จการศึกษาวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง เคยผ่านตาอุปกรณ์ทำ “ไอหมอก” หรือเครื่องพ่นไอน้ำที่เป็นละอองเล็กๆ ออกมาเป็นหมอกบางๆ จากการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ
เห็นแล้วก็คิดว่า เราก็น่าจะทำเครื่องแบบเดียวกันนั้นได้ เหมือนกับที่หลายๆ คนคิดเมื่อเห็นอะไรใหม่ๆ ในต่างแดน
ที่ต่างออกไปก็คือ คุณนพชัยไม่ได้คิดอย่างเดียว แต่ลงมือทำจริงๆ

“ผมกลับมาลงขันกับเพื่อนอีก 3 คน ลองทำ ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ แต่ก็ได้เครื่องพ่นไอหมอกของคนไทยขึ้นมาจนได้” หลายคนให้ความสนใจ ติดอยู่ที่ความเทอะทะแล้วก็ต้นทุนที่สูง จนทำให้ราคาเครื่องสูงตามไปด้วย
แต่เครื่องพ่นไอหมอกที่ว่าก็ทำให้คุณนพชัยสามารถตั้งต้นธุรกิจของตนเองได้สำเร็จ มีออเดอร์จากลูกค้าในกลุ่มร้านอาหารและบริษัทให้บริการจัดงานหรือออร์แกไนเซอร์ต่างๆ มียอดขายเป็นหลักล้านบาท
หากพอใจเพียงแค่นั้นก็คงได้ แต่น่าสนใจตรงที่คุณนพชัยไม่ได้หยุดคิดอยู่แค่ตรงนั้น ตรงกันข้ามกลับใช้ความชำนาญและเทคโนโลยีที่คุ้นเคยดังกล่าวเป็นรากฐาน ต่อยอดแนวความคิดออกไปเรื่อยๆ ทำอย่างไรให้เครื่องที่เทอะทะ มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถขยายตลาดจากที่เคยจำกัดไปสู่วงกว้างมากขึ้น จากร้านอาหารใหญ่ๆ ไปเป็นเครื่องใช้ประจำบ้านได้ด้วย
แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ต้องไม่ใช่พัดลมธรรมดาๆ ทั่วไป ที่ทำได้แค่เป่าลมร้อนให้กระจายตัวออกไป ไม่ช่วยในการลดอุณหภูมิลงเลย
แนวคิดดังกล่าวคือพื้นฐานของการพัฒนาเครื่องพ่นไอน้ำ เป็นละอองหมอก ให้กลายเป็นเครื่องพ่นไอเย็น ที่เกิดจากการระเหยของน้ำในรังผึ้งออกมาช่วยลดอุณหภูมิในที่พักอาศัยที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปในเวลานี้
ไอเดียดังกล่าวสร้าง “เซ็กเมนต์” ใหม่ของตลาดเครื่องทำความเย็นขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ เป็นอุปกรณ์ที่อยู่ระหว่างแอร์คอนดิชั่นกับพัดลม ไม่มีราคาแพงเหมือนแอร์ ไม่กินไฟ สิ้นเปลืองพลังงานมากเหมือนแอร์ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็สามารถลดอุณหภูมิลงได้มากกว่าการใช้พัดลมธรรมดาๆ
ตามที่คุณนพชัยประเมินเอาไว้ เมื่อปี 2559 ตลาดของพัดลมไอเย็นที่ว่านี้ในประเทศไทยมีมูลค่ารวมสูงถึงราว 1,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
ทั้งยังคาดว่ามูลค่าตลาดรวมที่ว่านั้นน่าจะขยายตัวออกไปได้เรื่อยๆ ภายในปี 2564 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,00-6,000 ล้านบาท
แต่ใช่ว่ามีความคิดพื้นฐานแล้วทุกอย่างจะสำเร็จออกมาได้เหมือนดีดนิ้ว คุณนพชัยย้ำว่าต้องลงมือทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
“ตอนทำทีแรก เราได้เครื่องใหญ่ เทอะทะอีกเหมือนกัน ตลาดของเราตอนนั้นคือโรงเรือนเลี้ยงไก่แบบปิด ที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ลดอุณหภูมิ”
ไข้หวัดนกทำให้โรงเลี้ยงไก่ในไทยส่วนใหญ่กลายเป็นโรงเรือนแบบปิด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และกลายเป็นโอกาสที่ดีของมาสเตอร์คูลตามไปด้วย
การไม่หยุดพัฒนา ทำให้ในที่สุดมาสเตอร์คูลก็สามารถลดขนาดของเครื่องลงได้ พร้อมๆ กับเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิลงได้มากขึ้นกว่าเดิม จนได้รับความนิยมแพร่หลาย ต้นทุนการผลิตลดลง ราคาเครื่องลดลง สินค้ายิ่งแพร่หลายมากยิ่งขึ้น
“เราโชคดีไม่น้อยที่ไม่ได้คิดค้นพัฒนาด้วยตัวเองเพียงลำพัง แต่มีพี่เลี้ยงคอยแนะนำอยู่ด้วย บางครั้งติดขัดอะไรก็หารือไปทาง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งช่วยเราได้มากทีเดียว”
พัดลมไอเย็นที่เกิดขึ้นตามแนวคิดของคุณนพชัย ไม่ได้เป็นการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ทั้งหมด แต่นำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเดิมมาประยุกต์ใช้เข้าด้วยกัน ทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ได้ ผลก็คือ ตอนนี้มีพัดลมไอเย็นสารพัดยี่ห้อออกมาวางขายอยู่ในท้องตลาด
“แต่ก็ดีนะ การแข่งขันทำให้เราไม่หยุดพัฒนา เรายังค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเพื่อให้ยังครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ไว้ให้ได้ งานวิจัยหลังสุดก็คือ ทำให้ผู้ใช้แน่ใจว่ามาสเตอร์คูลให้ความเย็น โดยไม่ทำให้เกิดความชื้นสูงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ”
คุณนพชัยบอกว่า มาสเตอร์คูลเป็นเครื่องแรกที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับความชื้นไว้ให้ผู้ใช้ตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง
ถึงตอนนี้ มาสเตอร์คูลไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่ในประเทศ แต่ยังส่งขายไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อปี 2559 สวทช.เลือกมาสเตอร์คูลเป็น 1 ใน 5 บริษัทที่ประสบความสำเร็จในฐานะ “ผู้พิชิตยอดเขานวัตกรรม” ครับ

