ใครว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดเล่นกับกฎหมายห้ามมีกิ๊ก เพราะมีอยู่จริงๆ กับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ…. และเตรียมเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร็วๆ นี้แล้ว ซึ่งมีเนื้อหาอย่างไรนั้น
นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้เป็นการนำ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มายกร่างใหม่ จากเดิมที่กฎหมายเน้นเรื่องการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ก็มาเพิ่มเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาสถาบันครอบครัว การให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพ การบำบัดฟื้นฟู และวิธีปฏิบัติต่อบุคคลในครอบครัว เพื่อนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวอย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรม
สำหรับร่างกฎหมายนี้แบ่งเป็น 7 หมวด 51 มาตรา โดยให้นิยามความรุนแรงในครอบครัวความตอนหนึ่งว่า “การกระทำใดๆ ที่บุคคลในครอบครัวได้กระทำต่อกันโดยเจตนาให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือสุขภาพของบุคคลในครอบครัว”
ทั้งนี้ ได้จัดตั้งกลไกการทำงานเพื่อส่งเสริมและพัฒนาสถาบันครอบครัว โดยระดับชาติกำหนดให้มี ‘คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ’ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ระดับจังหวัดมี ‘ศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัว’ ซึ่งมีพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) เป็นผู้รับผิดชอบ และระดับชุมชนมี ‘ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน’
นายเลิศปัญญากล่าวว่า ส่วนการกระทำความรุนแรงในครอบครัวนั้น แยกเป็นการกระทำความรุนแรงทางร่างกาย ผู้กระทำต้องได้รับโทษทางอาญา เพียงแต่ในกระบวนการรับโทษจะมีกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่หากระยะเวลาผ่านไปสามารถรับรองได้ว่าพฤติกรรมดีขึ้นจริง สามารถนำผลรับรองนั้นไปให้ศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณา เพื่อลดหย่อนโทษได้ ส่วนการกระทำความรุนแรงทางจิตใจ อาทิ การทะเลาะวิวาท หึงหวง นอกใจ มีกิ๊ก ของคู่สมรส ทำให้กระทบกระเทือนทางจิตใจของอีกฝ่าย หากไปตรวจแล้วแพทย์ลงความเห็นรับรองว่า สภาพจิตใจแย่ลงจริงจากเหตุดังกล่าว ศาลจะสั่งปรับพฤติกรรมคือ ให้เลิกมีกิ๊ก หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
“โดยเป้าหมายร่างกฎหมายนี้ไม่ได้บอกว่าห้ามมีกิ๊ก เพียงแต่ต้องการส่งเสริมสถาบันครอบครัวในเชิงสร้างสรรค์ ไม่มีความรุนแรง ร่างกฎหมายจึงเน้นการไกล่เกลี่ยให้ครอบครัวกลับมาเป็นเหมือนเดิม มากกว่าการลงโทษผู้กระทำอย่างรุนแรง
“แต่เอ็นจีโอก็ยังคัดค้านร่างกฎหมายนี้ เพราะมองว่าถ้าไม่ลงโทษให้หนัก ผู้กระทำจะกระทำซ้ำอีก ซึ่ง สค.ก็รับฟังเสียงคัดค้าน แต่ทั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการมองคนละมิติ เพราะจริงๆ ร่างกฎหมายจะต้องวางมาตรการมารองรับอีกมาก ตั้งแต่ตัวกลไกเจ้าหน้าที่ รูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งถ้าทำได้เต็มรูปก็คิดว่าจะเป็นกฎหมายสากล เพราะทำตามหลักการสากล” นายเลิศปัญญากล่าวทิ้งท้าย
หากกฎหมายคลอดออกมาเมื่อไหร่ หลายคนคงร้อนๆ หนาวๆ กันบ้างล่ะ


