เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กรณี “ไพฑูรย์ ธัญญา” ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2559 แต่งกลอนที่มีถ้อยคำผวนในลักษณะหยาบคายและเหยียดเพศ ต่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีการล่ารายชื่อถอดถอนจากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ และคัดค้านการส่งบุคคลดังกล่าวเป็นตัวแทนกวีไทยเข้าร่วมงานกวีอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
เป็นประเด็นที่ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์เฉพาะในวงการนักเขียน แต่ใน “แวดวงเฟมินิสต์” ก็ “รับไม่ได้!!” กับบทกลอนเหยียดเพศนี้เช่นกัน
“ถามกลับ” เปลี่ยนมาว่า “ผู้นำชาย” รู้สึกอย่างไร?
นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร อดีตอนุกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 เริ่มกล่าวโดยตั้งคำถามถามกลับว่า ถ้าเปลี่ยนจากอดีตนายกฯหญิงเป็นอดีตนายกฯชายสักคนหนึ่ง แล้วลองไปคิด “คำผวน” โดยเอาอวัยวะเพศของผู้ชายมาแต่งบ้าง จะรู้สึกอย่างไร

“มันเป็นเรื่องที่หยาบคาย ถือว่าเป็นการกระทำกับเพศหญิงที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” เธอกล่าว ซึ่งนี่คือการเหยียดเพศที่สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเป็นอดีตนายกฯผู้ชายที่แม้จะทำไม่ดีไม่งามแสนสาหัสอย่างไร แต่ก็ไม่มีใครคิดถึงว่าจะด่าทอด้วยการเอาอวัยวะเพศมาพูดในลักษณะนี้
“น่าเห็นใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ เพราะโดยทันทีที่ขึ้นบริหารประเทศ คนที่ไม่ชอบพอท่านจะหยิบยกความเป็นเพศมาทำให้เสียหาย”
นัยนากล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นสิทธิที่พลเมืองมีสิทธิวิจารณ์ได้อย่างเต็มที่ว่าทำงานเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แต่ไม่ใช่การเอาเรื่องเพศ ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือเรื่องครอบครัว มาเป็นประเด็นสื่อสารทางสาธารณะ
จากปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยัง “ก้าวไม่พ้น” เรื่องเพศ และไม่เห็นผู้หญิงเท่าเทียมผู้ชาย
“เพราะทุกครั้งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำหญิง จะมีการตัดสินตีตรา และเชื่อมโยงเรื่องเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องต่ำต้อยด้อยค่า เพราะสังคมไทยยังตีกรอบบรรทัดฐานเรื่องเพศของผู้หญิงหนาแน่นหลายสิบเท่า ดังนั้น ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องเรียนรู้ว่าเราอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรม ประเพณี ที่เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงจริงๆ และเราควรหยุดส่งต่อกรอบที่สร้างมาล้อมผู้หญิงเป็น 10 เท่านี้สักที”
ซึ่งกรอบที่ครอบสังคมไทยอยู่นั้น หนึ่งในผู้ที่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างก็คือ “กวี” ท่านนี้ นัยนามองว่า ขณะที่ท่านเขียนกลอนท่านกระทำโดยไม่รู้ตัว ท่านคงคิดว่ากำลังวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำที่เป็นผู้ชายคนหนึ่ง โดยที่ไม่รู้เลยว่าท่านกำลังทำสิ่งที่หยาบคายและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
“ปรากฏการณ์กวีท่านนี้เป็นคุโณปการต่อสังคมไทยให้เรามาขบคิดกันว่าอะไรทำให้ท่านทำเช่นนี้ และคงไม่ใช่ท่านเพียงคนเดียวที่คิดแบบนี้ คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังอยู่ในกรอบความคิดแบบท่านอยู่ เพราะพวกเราถูกส่งต่อความคิด ตัดสินตีตราผู้หญิงในเรื่องเพศมาหลายชั่วอายุคน”
“สังคมไทยมีบรรทัดฐานเรื่องเพศที่เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง เช่น หากมีนักการเมืองผู้ชายทำอะไรไม่ดีไม่งาม ก็จะถูกวิจารณ์ให้เอาผ้าถุงมานุ่งซะ หรือผู้ชายมีภรรยาหลายคน มองเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ถ้าผู้หญิงมีหลายคน สังคมไทยคิดอย่างไรกับผู้หญิงคนนั้น เราต้องตั้งคำถามและหาคำตอบ กรอบโครงสร้าง วัฒนธรรม ประเพณี ที่ใช้ไม้บรรทัดคนละอันวัดคุณค่าความเป็นมนุษย์ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ซึ่งควรเปลี่ยนแปลงสักที” นัยนาทิ้งท้าย
บทกวี”ละเมิดรัฐธรรมนูญ”
ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนองค์กรโปรเทคชั่น อินเตอร์เนชันแนล มองว่า กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า “สังคมชาชิน” กับเรื่องเหล่านี้จนคิดว่าทำได้ คล้ายคลึงกันกับกรณีนักศึกษาหญิง หรือลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุข ที่ออกมาพูดว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศแล้วสังคมโจมตีว่าพวกเธอไม่ระมัดระวังเองหรือเปล่า ไม่เว้นแม้แต่เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่ถูกวิจารณ์ว่าใส่เสื้อคอลึกก่อนวิจารณ์นโยบาย
“เรื่องทั้งหมดถือเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือ สังคมยังไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงทุกอาชีพ ทุกสถานภาพ ยังถูกสังคมติเตียนจากความเป็นเพศหญิงอยู่ ซึ่งมองว่าหากไม่ชอบก็ควรวิพากษ์วิจารณ์กันที่นโยบาย การทำงานจึงจะถูก แต่ก็ยังถือเป็นเรื่องดีที่มีกลุ่มคนออกมาโต้กลับกรณีนี้ทันที ถือเป็นการปกป้องสิทธิของผู้หญิง”

ปรานมยังเน้นว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (ซีดอว์) โดยตรง ซึ่งประเทศไทยร่วมให้สัตยาบันมาแล้วกว่า 42 ปี
“กรณีบทกวีนี้เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ ที่ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และยังขัดกับซีดอว์โดยตรง เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่นานมานี้ก็เพิ่งไปแสดงผลงานที่ผ่านมาในที่ประชุมคณะกรรมการซีดอว์ที่สหประชาชาติ กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ คณะกรรมการเองก็แสดงความสนใจเรื่องผู้หญิงในสื่อที่อาจจะถูกละเมิดได้ บทกวีก็ถือเป็นสื่อหนึ่งเช่นกัน”
“ซึ่งหากอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคม คงต้องเริ่มจากตัวเองที่ไม่มีทัศนคติเหยียดเพศ ไม่ว่าเพศใด สถานภาพใด ทำอาชีพอะไร และออกมาถกเถียงประเด็นเหล่านี้เมื่อมีคนเหยียดเพศ ติเตียนเขา เพราะมาตรการสังคมเป็นเรื่องสำคัญ มิเช่นนั้น ต่อให้เรามีกฎหมายที่ดีแค่ไหนในทางปฏิบัติก็ไม่คืบหน้าอยู่ดี” ปรานมทิ้งท้าย
“เหยียดเพศ”ปัญหาล้าหลัง”สังคมไทย”
รศ.สุชีลา ตันชัยนันท์ ผอ.สถาบันปัญญาสิกขา นักเขียน-นักวิชาการอิสระที่ติดตามประเด็นสตรีมาโดยตลอด คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ หรือ สทพ. เมื่อครั้งเป็นนักศึกษารั้วแม่โดมเคยเดินเข้าเรือนจำมาแล้ว และติดนาน 2 ปี จากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กล่าวว่า กลอนดังกล่าวเป็นกลอนที่หยาบคายและลามกมาก ไม่นึกเลยว่าจะเป็นกลอนที่ออกมาจากปลายปากกาของนักเขียน ศิลปินแห่งชาติ

“ประเด็นเรื่องผู้หญิง การเหยียดเพศ ยังเป็นปัญหาความล้าหลังของสังคมไทย ที่ผ่านมามีการโจมตีทางเพศในลักษณะนี้บ่อยครั้ง ซึ่งนักการเมืองผู้หญิงจะถูกโจมตีอย่างหนักมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า ด้วยคำพูดที่สะท้อนอคติทางเพศ นักการเมืองล้าหลังเรื่องความเสมอภาคทางเพศ เอาจริงๆ ระดับนักเขียนที่เป็นผู้นำทางความคิดติดอาวุธให้สังคมก็ยังอยู่ในข่ายนี้ไม่น้อย สิ่งที่กวีท่านนี้ทำเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้หญิงคนหนึ่ง จริงๆ ควรชี้นำสังคมให้ลดละอคติทางเพศ และส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ เพื่อเป็นตัวอย่างให้อนุชนรุ่นหลัง แต่ทำในสิ่งที่ตรงข้าม กวีต้องไปทบทวนตรวจสอบตัวเองว่าเหมาะสมจะทำหน้าที่นี้ไหม”
รศ.สุชีลามองว่า สำหรับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถ้าพูดกันในฐานะนักการเมือง ท่านทำผิด กระบวนการทางกฎหมายก็กระทำกับท่านแล้ว ท่านเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว
“ประเทศไทยยังมีทัศนคติทางเพศที่ล้าหลังอยู่ แม้เราจะมี พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 แต่ปัญหาเรื่องนี้ฝังรากลึกมากในสังคมไทย โดยเฉพาะในการเมือง นักการเมืองเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ต้องปฏิรูป ต้องเปลี่ยนทัศนคติมาให้เกียรติเพศตรงข้าม ไม่ใช้เหตุแห่งเพศมาโจมตีผู้หญิง หรือชี้วัดความดีความงามของบุคคล” อย่างกรณีทุจริตของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์สามารถพูดได้ว่าทำผิด และควรมาฟังคำพิพากษา
“ท่านไม่ควรหนีคดีแบบนี้ ซึ่งเป็นผลเสียต่อตัวท่านเอง แต่ถ้าท่านมีความกล้าหาญทางจริยธรรม หันมาต่อสู้อย่างกล้าหาญตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว ทำผิดแล้วยอมรับผิด ตรงนี้คนจะสรรเสริญ ให้ความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจคุณยิ่งลักษณ์ให้กลับมาทบทวน ยังมีเวลามาฟังคำพิพากษาอีกนัดหนึ่ง ถ้าท่านกลับมา ท่านจะเป็นบุคคลที่กล้าหาญทางจริยธรรม เป็นผู้หญิงคนแรกที่กล้าทำแบบนี้” รศ.สุชีลาทิ้งท้าย

