จิตวิญญาณของ ‘ฟิวชั่น’ : คอลัมน์ หิวหรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน

3.09.17 | 16:50 น.

“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ชีวิตมีทางเลือกที่เหมาะสมให้มีความสุขได้เสมอ”

ความคิดนี้ผุดขึ้นมาหลังกลับจาก “บางกระเจ้า” แล้วนึกเลยทะลุไปถึงเชียงใหม่ที่เป็นความทรงจำหมาดๆ

เป็นภาพชีวิตที่ห่างกันสัปดาห์เดียว วันหยุดสุดสัปดาห์ก่อนที่เชียงใหม่ และวันหยุดสัปดาห์ต่อมาที่ “บางกระเจ้า”

ความเหมือนกันคือทั้งสองประสบการณ์เป็นความสุข ทั้งที่เห็นชัดถึงความไม่เหมือนกันอยู่ไม่น้อย

ความเหมือนและแตกต่างที่ปรากฏชัดที่สุดคือเรื่องอาหารการกิน

Advertisement

ชีวิตของคนในชนชั้นหนึ่งที่เชียงใหม่ ในที่พักซึ่งออกแบบให้เป็นส่วนตัว ห้องพักคืนละกว่าหมื่นบาทขึ้นไป ทุกอย่างที่ประกอบเป็นที่พักที่มีความเป็นส่วนตัวสูงเช่นนี้ ความเป็นปกติคือต้องประดิดประดอยทุกอย่างให้สร้างความรู้สึกงดงามในความเงียบสงบ เรียบง่ายแต่แผ่รังสีความหรูหราออกมาชัดเจน

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประดิษฐ์อะไรสักอย่างให้ก่อความรู้สึกเช่นนั้น

ความยากของการสอดแทรกความอลังการไว้ในความเรียบง่ายเราจะเห็นจากความไม่ลงตัวของการตกแต่งสถานที่บางแห่งที่พยายามให้หรูหรา แต่กลายเป็นฉูดฉาด หรืออยากจะเรียบง่ายแต่กลายเป็นคร่ำครึ

แต่ที่เชียงใหม่รอบนี้ แบบทุกตางรางนิ้ว ความเรียบง่ายอยู่ร่วมกับความอลังการอย่างสอดคล้อง กลมกลืน
เลยเรื่องศิลปะไม่ว่าจะเป็นชิ้นงานหรือการจัดวางไปก่อน โฟกัสเฉพาะเรื่องอาหาร

คณะได้รับการต้อนรับด้วยอาหารไทย แน่นอนเป็นแบบ “ฟิวชั่น” อันหมายถึงอาหารเดิมๆ ในรูปแบบใหม่ ทั้งรูปแบบการปรุงและการตกแต่ง จัดวาง

เป็นที่รับรู้กันว่า “ฟิวชั่น” มักเป็นอาหารที่ต้องทอดทิ้งรสชาติแบบเดิมๆ ไปบ้าง และเมื่อความอร่อยเกิดจากความคาดหวัง ซึ่งส่วนใหญ่ของคนเรา ความคาดหวังว่าควรจะเป็นอย่างไร จะต่อยอดมาจาก “ความคุ้นชิน”

อาหารประเภทนี้เราคุ้นชินว่ารสชาติควรจะเป็นอย่างนี้ เมื่อแปลกออกไปจะรู้สึก “ไม่ใช่” และง่ายที่จะถูกตีความว่า “ไม่อร่อย”

ความท้าทายของเชฟอาหาร “ฟิวชั่น” อยู่ตรงนี้ ตรงที่ทำให้ “แตกต่าง” ลงตัวกับ “คุ้นชิน” ให้อยู่ในความรู้สึกว่า “เปลี่ยนไปในทางงดงามกว่าเดิม” แต่ “คงคุณค่า”

หลายแห่ง “ไม่ผ่าน”

แต่ที่เชียงใหม่วันนั้น ไม่ว่าจะเป็น “ส้มตำปูนิ่ม-ยำหอยแมงภู่หัวปลี-แกงคั่วเนื้อปูใบชะพลู-เป็ดย่างซอสเปรี้ยวหวาน-กุ้งสมุนไพรราดซอสมะขาม-ข้าวซอยไก่” ก่อนจะจบด้วย “ไอศกรีมกล้วยหอมเกล็ดหิมะ”

ล้วนแล้วแต่ยอดเยี่ยม ลงตัว ตื่นตาตื่นใจในความแปลกใหม่ทั้งเครื่องปรุง รูปแบบการจัดวาง วิธีเสิร์ฟ แต่ทุกคนสัมผัสได้ถึงที่ “คุ้นชิน” ในความแปลกใหม่นั้น

แต่ละชาติ แต่ละชนเผ่า ต่างมีวัฒนธรรมของตัวเอง

“วัฒนธรรม” คือผลึกของภูมิปัญญาบรรพชนที่เอาสิ่งต่างๆ รอบตัวมาประกอบกันเพื่อก่อประโยชน์ให้กับการดำรงชีวิตในปัจจุบัน และถ่ายทอดให้ลูกหลานในอนาคต

“วัฒนธรรม” มีวิวัฒนาการตลอด เพราะสิ่งต่างๆ ที่แวดล้อมเปลี่ยนไป ความสำเร็จของคนรุ่นใหม่คือ ใช้ “ความดั้งเดิมที่บรรพชนถ่ายทอดมาเป็นฐาน แล้วใช้สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ มาต่อยอดรังสรรค์ความใหม่ขึ้นมาบนความดั้งเดิมนั้น”

ที่เป็นเครื่องวัดว่าสำเร็จหรืออยู่ที่ “รูปแบบใหม่ยังให้สัมผัสแบบเข้าถึงจิตวิญญาณแบบดั้งเดิมหรือไม่”
ไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่นี่ความทรงคุณค่า

ด้วย “ภูมิปัญญาบรรพชน” นั้นเป็นราก “ความสดใหม่ของยุคสมัย” เป็นดอกใบ

ไม่ว่าดอกใบถูกผสมจนงดงามเพียงใด แต่หากอยู่อย่างไร้ราก ย่อมไม่ใช่ชีวิตชีวา

เป็นได้อย่างมากก็แค่ “ความสดใหม่ที่ตายแล้ว”

โอ้! พื้นที่ไม่เหลือแล้ว ยังไปไม่ถึง “บางกระเจ้า” และยังไม่ได้บอกเลยว่า “ที่ไหนของเชียงใหม่”

ยกยอดไปวันอาทิตย์หน้านะครับ