มีกีฬาเพียงไม่กี่ชนิดบนโลกใบนี้ที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย โดยหนึ่งในนั้นคือการปั่นจักรยานซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ใครๆก็สามารถสนุกสนานและออกกำลังกายไปพร้อมกันได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกใช้จักรยานในชีวิตประจำวันเป็นประจำ
เพื่อเตรียมนับถอยหลังเข้าสู่งานแบ็งค็อก แบงก์ ไซเคิลเฟสต์ 2017 ในวันที่ 11-12 พฤศจิกายนนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ไรด์ ฟอร์ ออล ที่สยามคันทรีคลับ พัทยา ชลบุรี พร้อมได้ เยนส์ วอยท์ (Jens Voigt) นักปั่นมือฉมังผู้คว้าตำแหน่งแชมป์สเตจจากรายการระดับโลกอย่าง ตูร์ เดอ ฟรองซ์ มาแล้วถึง 2 ครั้ง ที่จะมาร่วมสนุกในงาน มาให้คำแนะนำก่อนเริ่มปั่น

เตรียมให้พร้อมก่อนปั่นทางไกล
นักปั่นมือสมัครเล่นส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับการปั่นในระยะทางสั้นๆ ทุกๆ สัปดาห์หรือทุกวัน แต่หากมาเจอกับการปั่นทางไกล แน่นอนว่าจะต้องพบเจอกับความท้าทายที่แตกต่างออกไป
เยนส์แนะว่า ก่อนอื่นต้องมั่นใจก่อนว่าเลือกจักรยานมาถูกคัน ซึ่งหมายความว่าจักรยานคันนั้นต้องรับกับสรีระและท่าขี่จักรยาน โดยอาจปรึกษาพนักงานตามร้านจักรยานหรือกูรูนักปั่นผู้เชี่ยวชาญ สำหรับการปั่นที่กินระยะทางไกลขึ้น ต้องเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม เช่นรองเท้าสำหรับการปั่นจักรยานโดยเฉพาะ หรือกางเกงปั่นจักรยานที่พร้อมรองรับแรงกดจากอานรถ
“อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือหมวกกันน็อค เพราะหากหัวเราแตกแล้ว เปลี่ยนใหม่ไม่ได้ ก็ต้องดูแลกันให้ดีครับ ส่วนแว่นกันลมก็จะช่วยกันลม แมลงและฝุ่นผงต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ดวงตา นอกจากนี้ อย่าลืมเช็คลมยางก่อนทุกครั้ง รวมถึงความแน่นของน็อตและสกรูว์ต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีชิ้นส่วนไหนหลุดกระเด็นขณะปั่น และควรพกยางอะไหล่และที่สูบลมไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินด้วย หากต้องออกปั่นในสภาพอากาศร้อน ก็อย่าลืมพกขวดน้ำและอาหารจุบจิบไปเผื่อไว้กันหิวด้วย”
ถ้าไม่ซ้อม ก็คงไม่รอด
ไม่ว่าจักรยานจะเทพขนาดไหนก็ไม่อาจช่วยคุณได้ถ้าร่างกายไม่พร้อม หลังจากที่ฝ่าฟันการปั่นสุดหฤโหดนานถึง 8 ชั่วโมงครึ่ง บนระยะทางราว 220 กิโลเมตรท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บในแคลิฟอร์เนีย เยนส์จึงเข้าใจดีกว่าใครว่าต้องทำอย่างไร ถึงจะเอาชนะเส้นทางการปั่นสุดท้าทายได้สำเร็จ
เยนส์แนะว่า หากยังเป็นมือใหม่สำหรับการปั่นทางไกล ให้ลองเริ่มปั่น 1 ชั่วโมงก่อน เพื่อดูว่าร่างกายรับมือกับการออกแรงแบบนี้ได้ดีหรือไม่ ถ้าปั่นจบ 1 ชั่วโมงได้แบบสบายๆ ให้ลองเพิ่มระยะทางเป็นสองเท่าในวันถัดมา แต่ถ้าไม่ไหว ก็ให้ลองฝึกด้วยระยะทางเดิมไปก่อน จนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้ ที่สำคัญ ต้องจำไว้เสมอว่าให้ฝึกซ้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับหมั่นสังเกตร่างกายของตัวคุณเอง สำหรับนักปั่นมือใหม่ที่ต้องการลองลงปั่นในระยะทาง 45 ถึง 65 กิโลเมตร แนะนำให้ใช้เวลาฟิตซ้อมร่างกายก่อนสัก 1-2 เดือน

จะแกร่งได้ ใจต้องแข็ง
ประสบการณ์การปั่นทุกครั้ง แน่นอนว่าต้องมีทั้งขาขึ้นและขาลง ทั้งในเรื่องของกำลังใจ กำลังกาย หรือแม้แต่สภาพเส้นทาง โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับเส้นทางประเภทขึ้นเขา-ลงเขา หลังจากปั่นไปได้สักสองสามชั่วโมง อาการเหนื่อยล้าจะเริ่มเข้ามาทักทายจนกระทั่งยิ่งปั่นก็ยิ่งคิดจะยอมแพ้ เราควรจะทำอย่างไรเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้
เยนส์เผยว่า ถ้าเราเริ่มรู้สึกล้า ต้องลองใช้เทคนิกเหล่านี้ดูครับ บางครั้งจะหันไปมองนักปั่นคนอื่นๆ รอบตัวและบอกตัวเองว่า พวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนๆ กันและคงไม่ได้ปั่นได้เร็วกว่าหรืออดทนได้นานกว่าเรานักหรอก ดังนั้น เราจึงสามารถผ่อนแรงลงได้สักนาทีหนึ่ง เพราะว่าเดี๋ยวพวกเขาก็ต้องหยุดพักบ้างเหมือนกัน
อีกวิธีหนึ่งคือสามารถแบ่งเส้นทางยากๆ ออกเป็นช่วงสั้นๆ โดยตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองทีละน้อย เช่น ลองดูว่าคุณจะสามารถรักษาความเร็วเท่านี้ไว้ได้จนกว่าจะถึงบ้านหลังทางขวานั่นหรือไม่ เป็นต้น และพอปั่นถึงบ้านหลังนั้นแล้ว ก็ลองขยับเป้าหมายเป็นต้นไม้ข้างหน้าทางฝั่งซ้าย ตั้งหน้าตั้งตาปั่นแบบนี้ไปเรื่อยๆ พอรู้ตัวอีกที ก็ได้ผ่านช่วงยากของเส้นทางเรียบร้อยแล้ว
สามารถดูรายละเอียดการแข่งขันประเภทต่างๆ ในงาน Bangkok Bank CycleFest 2017 ระยะทาง 15.5 กิโลเมตร และสมัครเข้าร่วมปั่นได้ที่ https://bangkokbankcyclefest.com/

