สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยด้วยการคว้าตำแหน่งมิสเดฟ เวิลด์ 2017 หรือนางงามผู้บกพร่องทางการได้ยินระดับโลกเป็นคนแรกของไทย ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ทำให้ชื่อของ น้ำหวาน-ชุติมา เนตรสุริวงค์ วัย 22 ปี นักศึกษาคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลายเป็นที่รู้จักในแวดวงนางงามไปในทันที และยังพาให้หลายคนสนใจใคร่รู้เรื่องราวชีวิตของเธอ
ชุติมาเล่าเรื่องชีวิตวัยเด็กด้วยภาษามือว่า การไม่ได้ยินของเธอเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่แรกเกิด เช่นเดียวกับพี่สาวที่มีอาการหูดับไม่ได้ยินเสียงเช่นกัน นับแต่วันที่รู้ คุณแม่และคุณป้าตั้งใจว่าจะให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนคนปกติ เพราะอยากให้ลูกพูดได้
ตั้งแต่เล็กชีวิตของน้ำหวานจึงต้องเดินเข้าออกโรงพยาบาลศิริราช ฝึกพูด ฝึกออกเสียงด้วยการอ่านปากของผู้สอน ใส่หูฟังช่วยฟัง ใช้ชีวิตอยู่เช่นนี้จนกระทั่งเริ่มเข้าวัยรุ่น จนบางครั้งรู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน
“ที่บ้านไม่มีใครสอนภาษามือให้เรา ตั้งแต่เล็กใช้ชีวิตแบบพูดให้คนอื่นฟัง แต่เพราะการพูดที่ไม่ค่อยชัด ทำให้คนอื่นฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เข้าโรงเรียนเพื่อนก็ล้อว่าเป็น อีใบ้ ทำให้รู้สึกอายมากไม่อยากจะพูดได้แล้ว ไม่อยากฝึกและถอดหูฟังออก เพราะไม่อยากได้ยิน แม่ก็บอกว่าอย่าไปสนใจเขา ให้ทำตัวเองให้ดีก็พอ”
แม้จะโดนเพื่อนล้อจนทั้งเหนื่อยและอาย แต่ชุติมาก็ไม่ย่อท้อ
“แม้ว่าจะเหนื่อยจะอาย แต่ภาพที่เห็นคือแม่เหนื่อยเพื่อเรา แม่ทำงานคนเดียวหาเงินมาส่งเราเรียนให้จบ ให้เราได้รักษา ทำให้เราก็อยากพูดให้ได้ มีครั้งหนึ่งไปสมัครทำงานพาร์ตไทม์ เพราะอยากช่วยแม่แบ่งเบาภาระ เขาก็ไม่รับเพราะต้องพูดสื่อสาร ก็รู้สึกว่าทำไมนะ”
จนกระทั่งเข้าศึกษา ปวช. ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี ที่ซึ่งน้ำหวานบอกว่า เพราะเพื่อนดีทำให้ชีวิตดี ทั้งคอยบอกการบ้าน ให้กำลังใจ ทั้งยังได้โอกาสเดินแบบ ถ่ายแบบให้กับวิทยาลัย ต่อเนื่องมาถึงมหาวิทยาลัยที่หลายคนเห็นแววจนได้รับตำแหน่งดาวคณะมาครอง ทำให้มีเงินมาช่วยเหลือครอบครัวบ้าง และก้าวต่อไปคือเวทีมิสเดฟ ไทยแลนด์
“ความจริงเราก็อยากเป็นนางงามอยู่แล้ว อยากทำงานในวงการบันเทิง พอดีพี่สาวเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีจึงไปสมัครให้ จากนั้นก็พยายามดูแลตัวเอง ฝึกการเดินแบบจนถึงวันที่ไปประกวดจริงๆ ต้องบอกว่าทั้งครอบครัวและเพื่อนช่วยเหลือมาก”


น้ำหวานเล่าว่า หากถามว่าเวทีการประกวดนางงามผู้บกพร่องทางการได้ยินเหมือนคนปกติไหม ต้องบอกว่าเหมือนกัน แต่มีผู้เข้าประกวดไม่มากนัก มีทำกิจกรรมเก็บตัวที่สัตหีบ อบรมแต่งหน้าทำผม สัมภาษณ์ เดินแบบ เหมือนกันทุกประการ ซึ่งที่นี่เองน้ำหวานก็ได้ฝึกภาษามือเป็นครั้งแรกจากเพื่อนๆ ด้วย จนเมื่อได้ตำแหน่งก็ไปเป็นตัวแทนประเทศประกวดเวทีระดับโลก
“ไปประกวดที่ปราก ต้องบอกว่าเวทีนี้เหมือนมิสยูนิเวิร์สของคนหูหนวก ตื่นเต้นมาก เพราะเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก และต้องไปกันแค่ 2 คน กับมิสเตอร์เดฟ ไทยแลนด์ ได้ไปเจอกับเพื่อนอีก 22 คนจากทั่วโลก แต่ละคนเก่ง มีอาชีพหลากหลาย แต่ช่วยเหลือกันหมด อุปสรรคใหญ่คือเราไม่รู้ภาษามือสากลซึ่งไม่เหมือนกับภาษามือของไทย เราได้เรียนแค่ 2 อาทิตย์ก่อนไป ก็ได้แต่จับกลุ่มกับเพื่อนๆ เอเชีย คอยช่วยเหลือกัน แต่ก็พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด แม้ท้อก็คิดว่าเป็นตัวแทนประเทศ ทำเพื่อคนไทย”
และก็ทำสำเร็จ เป็นคนแรกของไทยที่ได้รับตำแหน่งนี้มาครอง ได้เดินสายทำกิจกรรมกับกองประกวดเพื่อผู้บกพร่องทางการได้ยิน หลังจากได้รับตำแหน่ง น้ำหวานบอกว่า ชีวิตเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง มีคนรู้จักมากขึ้น ได้เดินแบบ ถ่ายแบบ รวมทั้งมีกองประกวดของคนหูดีและคนบกพร่องทางการได้ยินที่เชิญไปร่วมงาน ไปมอบรางวัลไม่น้อยทั้งไทยและต่างประเทศ เรียกได้ว่าที่สุดในชีวิต น้ำหวานจึงอยากใช้โอกาสนี้เป็นกระบอกเสียงให้กับผู้พิการทุกคน
“เหมือนกับสโลแกนของเวที เราอยากสร้างความเท่าเทียมระหว่างคนหูดีและคนบกพร่องทางการได้ยินให้มีโอกาสเท่ากัน หวานอยากให้คนหูหนวกมีอาชีพมากกว่านี้ จากข้อมูลมีคนหูหนวก หูตึงมากกว่าผู้พิการทางสายตา แต่กลับได้รับโอกาสน้อยกว่า เพราะภายนอกเราเหมือนกับคนปกติ แต่สื่อสารไม่ได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่มาก หวานอยากให้สังคมให้โอกาสพวกเรา ได้เห็นว่าเราทำอะไรได้มากกว่าที่คิด เราเดินแบบ ถ่ายแบบได้ เรามีทักษะทางร่างกาย ซึ่งอยากจะผลักดันเรื่องนี้”
“เมื่อกลับมาพูดถึงชีวิตส่วนตัว ไม่นานนี้มีโอกาสได้ไปโรงเรียนคนหูหนวกที่เชียงใหม่ เด็กเข้ามาหาเราบอกว่าชอบเรา อยากเป็นแบบเรา จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากเป็นครูสอนคนพิการ อย่างหวานพอจะอ่านปากคนอื่นได้ พอสื่อสารได้ ก็อยากเป็นล่ามให้คนหูหนวกกับคนหูดีด้วย อยากเข้าวงการบันเทิง และที่สำคัญคืออยากเปิดร้านดอกไม้ตามที่ได้เรียนมา เพื่อฝันสูงสุดก็คือให้แม่สบายขึ้น” น้ำหวานทิ้งท้าย


