ชี้เด็ก “เมิน” ปรึกษาครูเมื่อ “ตั้งครรภ์” เพราะครูรู้โลกรู้

2.11.17 | 15:51 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 จัดแถลงข่าว ‘เด็กที่ท้องในวัยเรียน อยู่ในวิกฤติ สถานศึกษาหยุดซ้ำเติม’ ณ ห้องอาศรมสุขภาวะ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรุงเทพฯ

นางสาวธิติพร ดนตรีพงษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 เปิดเผยว่า ในรอบปี 2560 มีผู้รับบริการโทรเข้ามาจำนวน 44,416 ราย แบ่งเป็นปรึกษาเรื่องเอดส์ ร้อยละ 58.33 ปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อม ร้อยละ 41.67 หรือ 18,507 ราย โดยส่วนของสายปรึกษาท้องไม่พร้อม เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 37.45

ทั้งนี้ จากสายท้องไม่พร้อมทั้งหมด แบ่งเป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 17.42 ซึ่งในกลุ่มนี้พบสาเหตุร้อยละ 57.23 ตั้งท้องโดยไม่คุมกำเนิดเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีเพศสัมพันธ์มาก่อน หรือด้วยความเชื่อบางอย่าง อาทิ คิดว่ามีเพศสัมพันธ์ครั้งเดียวไม่ท้อง การเข้าไม่ถึงอุปกรณ์คุมกำเนิด รองลงมาร้อยละ 41.67 คุมกำเนิดด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพต่ำ อาทิ การหลั่งนอก ใช้ยาคุมฉุกเฉิน และนับหน้า 7 หลัง 7

“จากช่วงอายุที่ต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งยังอยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ เราจึงอนุมานว่ายังเป็นเด็กนักเรียน นักศึกษา ซึ่งจากการสำรวจพบว่าเมื่อท้องไม่พร้อม เด็กมีแนวโน้มจะบอกเรื่องนี้กับแม่มากที่สุด แต่มีเด็กจำนวนมากที่ไม่กล้าบอกครอบครัวเพราะกลัวทำให้พ่อแม่เสียใจ จึงจัดการชีวิตด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเด็กมีความผูกพันกับพ่อแม่มาก หากพ่อแม่ส่งสัญญาณว่าพร้อมจะอยู่เคียงข้าง เด็กเหล่านี้ก็พร้อมจะปรึกษาและหาทางออกในชีวิตที่ปลอดภัยได้ ในขณะเดียวกันบุคคลที่เด็กไม่อยากปรึกษาเรื่องนี้ด้วยมากที่สุดคือ ‘ครู’ ทั้งที่ครูเป็นคนมอบทักษะการเรียนรู้ให้แก่เด็ก และเป็นผู้ใหญ่ในชีวิตที่เด็กปรึกษาได้ โดยเด็กให้เหตุผลว่า เพราะครูรู้โลกรู้ และเด็กรู้สึกอับอายที่เอาเรื่องของตัวเองไปพูดให้คนอื่นฟัง ไม่ปิดเป็นความลับ” ธิติพรกล่าว

Advertisement

ด้าน นายสมวงศ์ อุไรวัฒนา รองผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ หัวหน้าโครงการสายด่วนฯ กล่าวว่า จากสถิติเบื้องต้น สะท้อนให้เห็นว่า สถานศึกษาต้องปรับท่าที เพราะทัศนคติของผู้บริหาร รวมถึงแนวปฏิบัติที่ผ่านมาของสถานศึกษาจำนวนหนึ่ง ไม่ได้มีส่วนช่วยเหลือเด็ก แต่กลับเป็นอุปสรรคต่อการเรียนต่อ แม้พ่อแม่จะพยายามทำให้ลูกได้เรียนหรือเด็กต้องการเรียน ทำให้เด็กที่ท้องไม่พร้อมกลายเป็นคนถูกกระทำจากสถานศึกษา คือให้ออกจากสถานศึกษา ย้ายที่เรียน หรือพักการเรียน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาของเด็กที่กำลังจะเตรียมเป็นแม่

“มูลนิธิฯ มีข้อเสนอให้สถานศึกษาต้องจัดการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งทัศนคติ วิถีชีวิต และทักษะที่สำคัญของทั้งผู้หญิงและผู้ชายอย่างละเอียดและชัดเจน โดยมีวิชาเรียนที่แน่นอน รวมถึงครูที่สอนต้องมีทัศนคติด้านบวก เปิดกว้างในเรื่องเพศ พร้อมให้ข้อมูลที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” นายสมวงศ์กล่าว

นอกจากนี้ นายสมวงศ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางมูลนิธิฯ จะเชิญภาคีเครือข่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีเด็กท้องไม่พร้อม มาประชุมเพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาทุกแห่ง กรณีเด็กประสบปัญหาท้องไม่พร้อม เพื่อทำจดหมายยื่นข้อเสนอต่อ กระทรวงศึกษาธิการต่อไป

โดยวางแนวทางปฏิบัติไว้ ดังนี้ 1.ห้ามไล่เด็กออก หรือให้ย้ายสถานศึกษาโดยที่เด็กหรือผู้ปกครองไม่สมัครใจ 2.การวางแผนเรียนต่อเป็นสิทธิของผู้เรียน โดยสถานศึกษาต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน 3.ระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนควรเป็นมิตร เป็นความลับ และเป็นประโยชน์ต่อเด็กที่ประสบปัญหามากที่สุด และ 4. ผู้บริหารสถานศึกษาควรทำความเข้าใจในทัศนะของครูว่าเด็กกำลังเผชิญปัญหา ครูต้องไม่เป็นผู้ซ้ำเติมปัญหาให้เด็ก แต่ควรมีบทบาทช่วยเหลือ

สมวงศ์ อุไรวัฒนา (ขวา)