“ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีความรู้ก็น่าจะไปค้นดูว่า ชาวบ้านเขาค้นพบอะไรในเศรษฐกิจพอเพียง ค้นหาว่าเขาได้จริงๆ หรือไม่จริง ถ้าได้จริงก็ต้องต่อในผลงานที่ชาวบ้านได้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจพอเพียงนี้มีประโยชน์มากขึ้น จนกระทั่งช่วยชีวิตให้ชาวบ้านมีความก้าวหน้าจริงๆ จังๆ” จากพระราชดำรัส ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554 ทำให้ทางทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หันมาทบทวนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และนำไปสู่การตั้งคำถามว่า
“เมื่อนึกถึงเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ ผู้คนจะคุ้นเคยกับภาพของชุมชนเกษตรกรรม การทำนาข้าว ผลิตอาหารบริโภคเองเป็นหลัก แต่แนวคิดทั้งสองจะปรับประยุกต์ใช้กับชุมชนพื้นเมืองที่ไม่ได้มีวิถีเกษตรกรรมแบบปลูกข้าวในแปลงนาได้หรือไม่” จนกลายเป็นผลงานการวิจัย เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงในบริบทของชนพื้นเมือง กรณีชาวเลมอแกน จังหวัดพังงา และชาวกะเหรี่ยงโผล่ว จังหวัดกาญจนบุรี”

ดร.นฤมล อรุโณทัย หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวว่า ทีมวิจัยนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่เป็นกรอบในการวิเคราะห์และศึกษา พบว่า กลุ่มชนพื้นเมืองทั้งสอง แต่เดิมมีวิถีชีวิตแบบไม่ต้องพึ่งพาภายนอก หรือวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ดังเช่นในชุมชนเลมอแกนที่ผู้ชายเก็บล่าทางทะเล ผู้หญิงเก็บหาอาหารจากป่าและริมฝั่ง ในขณะที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยงโผล่ว ทำไร่หมุนเวียน ปลูกข้าวและพืชอาหารหลายชนิดในแปลงเดียวกัน ทำให้หน้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังทอผ้าเพื่อใส่เอง

แต่ในปัจจุบัน ชุมชนทั้งสองหันเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาตลาดและเงินตรา สภาพความพอเพียงจึงเปลี่ยนไปเป็นหนี้สิน เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกเข้ามา เช่น กระแสพัฒนาแบบทุนนิยม และการบริโภควัตถุนิยม
จากนั้นจึงนำผลการศึกษากลับคืนสู่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนเกิดความตระหนัก และสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และเท่าทัน ด้วยการทดลองทำ “บัญชีครัวเรือน” ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อทบทวนรายรับ-รายจ่าย และพบว่า ครัวเรือนมอแกนซื้อของที่ไม่จำเป็น เช่น ขนมขบเคี้ยวจากโรงงาน น้ำมันปั่นไฟฟ้าเพื่อดูทีวี ส่วนครัวเรือนกะเหรี่ยงมีค่าใช้จ่ายไม่มากแต่มีหนี้สินจากการลงทุนทำไร่เพื่อการพาณิชย์สูง
ทั้งนี้ ทางทีมผู้วิจัยเห็นว่า ในชุมชนพื้นเมืองขนาดเล็กอาจจะไม่ต้องก้าวไปถึงขั้นเชื่อมต่อกับธุรกิจใหญ่ แต่เน้นการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขและมั่นคง ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป
“เราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมเท่าไหร่ เพราะเรามุ่งเน้นที่จะตามสิ่งสมัยใหม่ที่เหมือนว่ายกระดับชีวิตของเราให้ดีขึ้น ทำให้หลงลืมรากฐานสำคัญที่เรียกว่าภูมิปัญญาไป การทบทวนถึงวิถีพอเพียงดั้งเดิม และหวนเข้าสู่การพึ่งตนเองมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ” ดร.นฤมลกล่าวทิ้งท้าย


