หลายคนได้แต่สงสัย ว่าตั้งใจจะลดน้ำหนัก ทำไมผลกับมีแต่เพิ่ม นี่เป็นสัญญาณว่าเรากำลังลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี ก่อนที่จะเจอปัญหาน้ำหนักขึ้นๆลงๆ หรือ “โยโย่เอฟเฟกต์” สถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ จึงชวนเข้าใจปัญหานี้ และวิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง ให้สาวๆได้ลดน้ำหนักไปพร้อมกับการมีสุขภาพที่ดีขึ้น
นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ และเวชศาสตร์การกีฬา พาไปทำความรู้จักกับ “โยโยเอฟเฟกต์” ว่า สาเหตุหลักคือพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงการใช้ยาลดความอ้วน โดยเฉพาะโปรแกรมลดน้ำหนักที่ใช้การอดอาหารหรือควบคุมอาหารจนขาดพลังงานเข้าสู่ร่างกายอย่างเพียงพอ ร่างกายจึงขาดความสมดุลในการเผาผลาญและการเก็บพลังงาน ทำให้สูญเสียความสามารถในการเผาผลาญ เมื่อกลับมารับประทานตามเดิมจึงกลับมาอ้วนอีกครั้ง หรืออ้วนกว่าเดิม

ซึ่งคนที่อายุน้อย หรือแข็งแรงก็อาจไม่รู้สึกในครั้งแรกที่ลดน้ำหนัก แต่หากฝืนในวิธีที่ไม่ถูกต้อง ก็ยิ่งลดน้ำหนักได้ยาก และเจอกับภาวะนี้ในที่สุด
“การอดอาหารทำให้สารอาหารและพลังงานเข้าสู่ร่างกายลดลงมากเกินไป ทำให้สูญเสียการเผาผลาญอย่างต่อเนื่อง และจะทำให้เกิดความเครียดจากการหิว โดยโยโย่เอฟเฟกต์มีผลมากกว่าที่คิด เพราะร่างกายกำลังเผชิญกับภาวะไขมันเกินร่วมกับภาวะมวลกล้ามเนื้อลดลง ระบบการเผาผลาญในร่างกายเสียหายรุนแรง เป็นบ่อเกิดของโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด ไขมันพอกตับ เบาหวาน ทำให้การฟื้นฟูร่างกายกลับมาดังเดิมทำได้ยาก หรือไม่อาจสุขภาพดีดังเดิมได้อีก”
ฉะนั้น เพื่อลดน้ำหนักให้สำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีกฎเหล็ก 6 ประการ
1. รับประทานอาหารให้ได้สารอาหารเพียงพอกับการเผาผลาญ 2.ใช้โปรแกรมอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักโดยมีสารอาหารครบถ้วน เพียงควบคุมแคลอรีเท่านั้น 3.หมั่นรับประทานอาหารที่มีวิตามิน เกลือแร่ และไฟโตนิวเทรียนท์ 4.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 5.พักการลดน้ำหนักเป็นระยะ สร้างความสุขให้ตัวเอง ไม่ให้เครียดกับโปรแกรมการลดน้ำหนัก และ 6.แต่ละครั้งไม่ควรลดน้ำหนักเกิน 10% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น
โดยนิวทริไลท์ได้แนะเคล็ดลับในการเลือกทานช่วงลดน้ำหนักให้สำเร็จ เริ่มด้วย โปรตีน ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้อิ่มท้องนาน ควรเลือกโปรตีนจากสัตว์ที่มีไขมันแฝงน้อยและโปรตีนจากพืชอย่างสมดุล หาได้จาก เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ถั่วเหลือง นม เนื้อไก่ เนื้อปลา หากรับประทานในมื้อเช้าจะทำให้สมองแจ่มใส มีสมาธิในการเรียนและทำงาน เพราะร่างกายจะสร้างสารทริปโตเฟนช่วยให้กระปรี้กระเปร่า
“ข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีท” แหล่งพลังงานชั้นเยี่ยม เพราะแป้งในข้าวกล้องถือเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่ร่างกายจะค่อยๆ ย่อยและดูดซึมอย่างช้าๆ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับสม่ำเสมอ ช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้ไม่อ้วน ในขณะที่แป้งในข้าวขาวถือเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างเร็ว ไม่สมดุลกับระดับอินซูลิน น้ำตาลจึงเหลือในกระแสเลือดมาก จากนั้นร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมัน ทำให้อ้วนง่าย

ต่อไปคือ ผักใบเขียว เพื่อช่วยดีท็อกซ์ ในที่นี้หมายถึงผักใบเขียวที่ต้องออกแรงเคี้ยว และผลไม้ที่ไม่หวานจัด เพราะมีใยอาหารถึง 2 ประเภทคือ ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ ช่วยเพิ่มมวลของกากอาหาร กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ได้แก่ ข้าวโอ๊ต ถั่ว ถั่วเหลือง ข้าวบาร์เลย์ ธัญพืชต่างๆ และใยอาหารชนิดละลายน้ำ มีคุณสมบัติช่วยดูดซับน้ำตาลและไขมันส่วนเกินในระบบลำไส้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่ระหว่างควบคุมน้ำตาล ได้แก่ แอปเปิ้ล ข้าวโพด แครอท รำข้าวสาลี โดยควรรับประทานผักผลไม้ให้ได้ 25-30 กรัมต่อวัน เพื่อเป็นการดีท็อกซ์ตามธรรมชาติ
สิ่งสุดท้ายคือ ไขมันชั้นดีที่เราควรเลือกรับประทาน เช่น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งจะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-C) ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-C) ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ แหล่งของไขมันที่ดี เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว ถั่ว อัลมอนด์ เป็นต้น
เพื่อสุขภาพที่ดี รู้เคล็ดลับดีๆ แบบนี้ยังไม่พอ เพราะต้องนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันด้วย


