เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรรมแห่งกรุงเทพมหานคร องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายรณรงค์เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง จัดงานกิจกรรมรณรงค์เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง Safe Cities for Women เนื่องในวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากลปีพุทธศักราช 2560 ซึ่งภายในงานมีการเปิดตัวแคมเปญ “ถึงเวลาเผือก” ที่เรียกร้องให้ประชาชนไม่นิ่งเฉย เมื่อเห็นการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นต่อหน้า และการเสวนาหัวข้อ “เราจะสามารถยุติการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างไร”
นางสาวรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย กล่าวว่า เราต้องการรณรงค์ประเด็นยุติการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะที่มีต่อผู้หญิง และการปฏิบัติตนของคนในสังคมต่อสถานการณ์การคุกคามทางเพศ เพื่อให้เมืองเป็นที่ปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัยทุกคน โดยให้ความสำคัญกับพลังเงียบที่จะสามารถช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศได้ ด้วยการใช้พลังเผือกให้เป็นประโยชน์ เนื่องจากมองว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วมช่วยกันเป็นหูเป็นตา ช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เราเชื่อมั่นว่ามันจะสามารถยับยั้งปัญหาการคุกคามบนระบบขนส่งสาธารณะได้ ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะลุกขึ้นมาเผือกกันอย่างมีประโยชน์
ขณะที่ ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า เครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง สนับสนุนให้มีการวิจัยสำรวจปัญหาการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ โดยสำรวจผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ 1,654 คน พบว่า ร้อยละ 35 หรือมากกว่า 1 ใน 3 ระบุว่าตนเองเคยถูกคุกคามทางเพศขณะใช้บริการขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะผู้โดยสารหญิงที่ตกเป็นเป้ามากที่สุด โดยผู้หญิงร้อยละ 45 ระบุว่าเคยถูกคุกคามทางเพศบนขนส่งสาธารณะ
ดร.วราภรณ์กล่าวอีกว่า ส่วน พฤติกรรมการคุกคามทางเพศที่พบมากสุด ได้แก่ ลวนลามด้วยสายตาร้อยละ 18.8 อาทิ มองช้อนใต้กระโปรง มองหน้าอก, ร้อยละ 15.4 ตั้งใจเบียดชิด แต๊ะอั๋ง ลูบคลำ, ร้อยละ 13.9 ผิวปากแซว, ร้อยละ 13.1 พูดจาแทะโลม เกี้ยวพาราสี และพูดลามก ร้อยละ 11.7 ชวนคุยเรื่องเพศ
ขณะที่ ประเภทของขนส่งสาธารณะพบการคุกคามทางเพศมากที่สุด ได้แก่ 5 อันดับแรก ร้อยละ 50 รถเมล์, ร้อยละ 11.4 มอเตอร์ไซค์รับจ้าง, ร้อยละ 10.9 รถแท็กซี่, ร้อยละ 9.8% รถตู้ และร้อยละ 9.6 รถไฟฟ้าบีทีเอส อย่างไรก็ตาม พบว่าร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสำรวจเคยเห็นเหตุการณ์คุกคามทางเพศบนขนส่งสาธารณะ โดยร้อยละ 13 เลือกที่จะนิ่งเฉย หลีกเลี่ยง หรือเดินหนี แต่จะมีร้อยละ 28 ที่กล้าเข้าไปช่วยด้วยการแจ้งพนักงานประจำรถ



ซึ่งแบบสอบถามยังพบว่า การที่มีคนรอบข้างเข้าช่วยเหลือหรือเผือก จะช่วยให้ผู้ประสบเหตุรอดพ้นจากสถานการณ์นั้นได้ โดยการเผือกก็มีหลายวิธี อาทิ การทำทีเข้าไปชวนผู้ที่ถูกคุกคามพูดคุย หรือชวนให้ขยับหาที่นั่งหรือที่ยืนในจุดอื่น และการพูดเสียงดังบอกให้ผู้คุกคามหยุดการกระทำ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยของตนเองด้วย หากไปคนเดียวอาจไม่ปลอดภัย ก็อาจกระซิบบอกผู้โดยสารอื่นให้รับรู้เหตุการณ์และชวนกันเข้าไปแทรกแซง หรือช่วยกันส่งเสียงดัง หรือแจ้งพนักงานประจำรถ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการเสวนาผู้จัดร่วมกันยืนอ่านแถลงการณ์ ซึ่งมีสาระสำคัญเสนอไปยังหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงคมนาคม รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนด้านคมนาคมให้ช่วยกันดูแลความปลอดภัยผู้โดยสาร ด้วยการจัดให้มีกล้องวงจรปิดภายในยานพาหนะ มีระบบหรือช่องทางการรับแจ้งเหตุคุกคามทางเพศ และกระบวนการที่ตอบสนองปัญหาอย่างรวดเร็ว เอาผิดผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง และการฝึกอบรมทักษะพนักงานประจำยานพาหนะ ให้สามารถสังเกตและช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป




