ท้องไม่พร้อม ไม่กล้าบอกครู

22.11.17 | 10:54 น.

เป็นประเด็นที่หลายภาคส่วนออกมาเคลื่อนไหวและออกข้อเสนอในการช่วยเหลือมาโดยตลอด สำหรับประเด็น “ท้องไม่พร้อม”

จากการแถลงข่าว “เด็กที่ท้องในวัยเรียน อยู่ในวิกฤต สถานศึกษาหยุดซ้ำเติม” ณ ห้องอาศรมสุขภาวะ สสส. โดยสายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม 1663 พบว่าในปี 2560 มีผู้โทรเข้ามาปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมถึงร้อยละ 41.67 โดยในกลุ่มนี้ ร้อยละ 26.35 มีอายุต่ำกว่า 20 ปี

นางสาวธิติพร ดนตรีทรัพย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล สายด่วน 1663 กล่าวว่า โดยส่วนมากจะมีเด็กโทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินโอกาสในการตั้งครรภ์ว่ามีมากน้อยเพียงใด หลายรายมีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว เกิดความกังวลใจทีหลัง สะท้อนให้เห็นว่าเด็กยังมีความรู้ความเข้าใจด้านเพศวิถี รวมถึงเพศศึกษาน้อยมาก ตลอดจนความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการคุมกำเนิด เช่น คิดว่ามีเพศสัมพันธ์ครั้งเดียวไม่ทำให้ท้อง การหลั่งนอก หรือการนับหน้า 7 หลัง 7 ซึ่งเป็นการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ำ

ประกอบกับการสำรวจเพิ่มเติมพบว่าในกลุ่มของคนที่ท้องไม่พร้อมร้อยละ 57.23 ไม่คุมกำเนิดเลย เพราะไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะมีเพศสัมพันธ์ และเข้าไม่ถึงอุปกรณ์คุมกำเนิด เช่น ถุงยางอนามัยมีราคาแพง เด็กไม่มีกำลังซื้อ ตลอดจนไม่มีความกล้าพอที่จะปรึกษาผู้ใหญ่ หรือเดินเข้าไปซื้อถุงยางอนามัย ตลอดจนขอรับยาคุมกำเนิดจากสถานพยาบาล ฉะนั้นเมื่อเกิดกรณีเด็กท้องไม่พร้อมขึ้นมา จึงเป็นประเด็นศึกษาที่ว่าแต่ละภาคส่วนต้องให้ความช่วยเหลืออย่างไร

Advertisement

“เมื่อเด็กท้องไม่พร้อม มีแนวโน้มที่จะบอกเรื่องนี้กับแม่มากที่สุด ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางส่วนที่ไม่กล้าบอกครอบครัว โดยให้เหตุผลว่ากลัวพ่อแม่ผิดหวังและเสียใจ สะท้อนให้เห็นว่าเด็กมีความผูกพันกับพ่อแม่มาก ดังนั้นสถาบันครอบครัวควรเป็นสถาบันแรกที่พร้อมรับฟังและคอยอยู่เคียงข้าง ในขณะเดียวกัน เด็กเลือกที่จะไม่ปรึกษาครู เพราะจากขั้นตอนและกฎระเบียบของโรงเรียน ครูจำเป็นต้องรายงานไปยังฝ่ายต่างๆ ทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่เป็นความลับ”

โดยเด็กใช้คำพูดว่า “ถ้าครูรู้ โลกรู้”

นอกจากนี้ ยังมีเด็กในวัยเรียนหลายรายที่ท้องไม่พร้อมและถูกซ้ำเติมจากสถานศึกษาโดยให้ออกจากสถานศึกษา ย้ายที่เรียนหรือพักการเรียน

ธิติพร ดนตรีทรัพย์

นายสมวงศ์ อุไรวัฒนา รอง ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ หัวหน้าโครงการสายด่วน มองว่า สถานศึกษาต้องปรับท่าทีและทัศนคติของผู้บริหาร เพราะที่่ผ่านมาแนวปฏิบัติของสถานศึกษาจำนวนหนึ่ง ไม่ได้ช่วยเหลือเด็กแต่เป็นการซ้ำเติมปัญหาของเด็กที่ตั้งครรภ์และกำลังจะเป็นแม่

“มูลนิธิมีข้อเสนอให้สถานศึกษาต้องจัดการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพราะเด็กอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ การห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์คงเป็นเรื่องยาก และการมีความรักในวัยเรียนไม่ได้เป็นความผิด และทำให้เรียนไม่จบ แต่สถานศึกษาควรสอนเรื่องทัศนคติ วิถีชีวิต และฝึกทักษะที่สำคัญของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เช่น ในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกใครควรเป็นคนป้องกัน การไปซื้อถุงยางอนามัยจากร้านค้าไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเด็กเอง โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงอย่าเอาความปลอดภัยของตัวเองไปฝากไว้ในมือของคนอื่นแม้จะเป็นคนรักก็ตาม ทั้งนี้ ควรมีคาบเรียนที่แน่นอน และครูผู้สอนต้องมีทัศนคติที่เป็นบวก เปิดกว้างเรื่องเพศ พร้อมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และนำไปใช้ได้จริง” นายสมวงศ์กล่าว

นอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องออกแนวปฏิบัติสำหรับสถานศึกษาทุกแห่งในกรณีเด็กท้องไม่พร้อม ประกอบด้วย ห้ามไล่เด็กออกโดยที่เด็กและครอบครัวไม่สมัครใจ การวางแผนเรียนต่อเป็นสิทธิของนักเรียน ต้องปรึกษาและจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับที่นักเรียนต้องการ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนต้องเป็นมิตรและเป็นความลับ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูควรทำความเข้าใจว่าเด็กกำลังเผชิญปัญหา ต้องช่วยเหลือ ไม่ใช่ซ้ำเติมเด็ก

อย่างไรก็ตาม จากแผนร่างแนวทางปฏิบัติข้างต้นก่อให้เกิดคำถามว่า จะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือส่งเสริมให้เด็กท้องไม่พร้อมหรือไม่

นายสมวงศ์ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ผมยอมรับนะว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอก แต่เป็นการชี้โพรงให้กระรอกตัวนั้นปลอดภัย เราอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงกันได้แล้วอย่าทำให้เรื่องท้องไม่พร้อมเป็นเรื่องที่อยู่ใต้ดิน เพราะมันส่งผลต่อชีวิตของคนคนหนึ่ง หลายฝ่ายจึงต้องช่วยกัน ถ้ามัวแต่ชี้นิ้วด่ากัน มันจะไม่เกิดผลอะไรเลย”

สมวงศ์ อุไรวัฒนา (ขวา)