ดนตรีพื้นบ้านมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร : คอลัมน์อาศรมมิวสิก

3.12.17 | 15:33 น.
เด็กชายธนาภูมิ สนองเดช (ฟลุ้ค) เป่าโหวด แข่งขันในระดับประถมศึกษา

าจารย์รัตนเดช การเกษม เป็นครูชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลบึงกาฬวิศิษฐ์อำนวยศิลป์ จังหวัดบึงกาฬ เกิดเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2529 อายุ 31 ปี ได้ส่งเด็กนักเรียนที่เล่นดนตรีเข้าประกวดเซ็ทเยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก เป็นนักเรียนระดับประถมศึกษา (เด็กชายธนาภูมิ สนองเดช เป่าโหวด) และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (นายยุทธนา วงศ์คำหาญ เป่าโหวด) เข้าประกวด 2 คน ซึ่งได้เข้ารอบรองชนะเลิศทั้ง 2 คน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งทั้ง 2 คน จะเข้าไปชิงชนะเลิศ ในวันที่ 17 ธันวาคม 2560

นายยุทธนา วงศ์คำหาญ (เบนซ์) เป่าโหวด แข่งขันระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

อาจารย์รัตนเดช การเกษม เป็นลูกคนสุดท้อง ที่มีพี่น้อง 4 คน คือ มีพี่ชายคนโต และพี่สาว 2 คน พี่ทั้ง 3 คน อายุห่างกันคนละปี แต่เป็นคนเล็กที่อายุห่างจากพี่สาวคนที่สาม 15 ปี ทุกคนเป็นหมอลำทั้งครอบครัว

อาจารย์รัตนเดช การเกษม เล่าให้ฟังว่า แม่เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ ทำให้อยากเล่นดนตรีพื้นบ้าน โดยแม่เองก็เป็นหมอลำกลอน (หมอลำมณีรัตน์ แก้วเสด็จ) ซึ่งแม่เป็นศิลปินมรดกอีสาน รางวัลสาขาศิลปะการแสดง (หมอลำกลอน) ประจำปีพุทธศักราช 2558 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ก่อนก็เป็นหมอลำซิ่ง ซึ่งตระกูลของแม่ทั้งหมดก็เป็นหมอลำ เช่น ราตรี ศรีวิไล สุนทร ชัยรุ่งเรือง พัชรี แก้วเสด็จ และปรีดา แก้วเสด็จ ทำให้รัตนเดชได้คลุกคลีกับดนตรีพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็ก

อาจารย์รัตนเดช การเกษม เริ่มฝึกเรียนดนตรีพื้นบ้านกับพี่ชายก่อน (นายพูลสวัสดิ์ การเกษม) ทำงานอยู่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดหนองบัวลำภู แม้ไม่ได้เรียนทางสายดนตรีโดยตรง เรียนจบสายพัฒนาชุมชน แต่พี่ชายก็เล่นเป็นดนตรีเกือบทุกอย่าง พี่สาวเป็นหมอลำ อีกคนหนึ่งเป็นแดนเซอร์ ลูกทุกคนล้วนได้แรงบันดาลใจเริ่มต้นมาจากแม่ทั้งหมด

Advertisement

ครั้นโตขึ้นก็รู้ว่าตัวเองถนัดทางสายนี้ จึงเลือกเรียนต่อทางด้านดนตรี จนปีการศึกษา 2548 ได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สาขาดนตรีพื้นบ้าน เรียนวิชาเอกเป่าแคน และได้เรียนต่อระดับปริญญาโทบริหารการศึกษา

อกจากฝึกฝนดนตรีพื้นบ้านกับพี่ชายแล้ว ก็ได้ความรู้และประสบการณ์จากในโรงเรียน เริ่มเข้าชมรม ซึ่งได้เรียนกับอาจารย์สุจินต์ ภมรศิริ อาจารย์ยอดยิ่ง ราชตั้งใจ ที่อยู่ทางหนองคายก็ให้แรงสนับสนุน พอเข้ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ได้จากอาจารย์ชุมเดช เดชภิมล อาจารย์อาชา พาลี เป็นต้น

การได้มาเป็นครูสอนดนตรีในโรงเรียนนั้นยาก หลังจบปริญญาตรีมาได้ 2 ปี (พ.ศ.2554) ก็สอบบรรจุข้าราชการได้ที่โรงเรียนอนุบาลบึงกาฬวิศิษฐ์อำนวยศิลป์ จังหวัดบึงกาฬ เป็นครูสอนดนตรีโดยตรง เพราะเป็นทางที่ตัวเองถนัด โรงเรียนแห่งนี้ก็เน้นทางด้านดนตรีด้วย ดังอัตลักษณ์ของโรงเรียน “โปงลางอีสาน ธนาคารโรงเรียน”

“ความจริงแล้ว ผมถนัดเล่นแคน แต่เครื่องพื้นบ้านอื่นๆ ก็พอเล่นได้พอสอนได้ ที่บอกว่าได้นี่ก็ได้พร้อมกันกับเด็กนะครับ อย่างเช่น ผมไม่ถนัดพวกเครื่องสาย พิณ ซอ แต่พอได้ไปซ้อม ไปสอนเด็กบ่อยๆ ก็ได้กับที่สอนเด็ก สอนไล่โน้ตเพลง ฝึกอยู่ 10 เที่ยว เด็กไม่ได้ ผมก็เล่นได้แล้ว ซึ่งเป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งครับ”

“โรงเรียนอนุบาลบึงกาฬวิศิษฐ์อำนวยศิลป์ เป็นโรงเรียนที่สอนในระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนประมาณ 1,300 คน แต่มีครูดนตรีเพียงคนเดียวคือผม พอมองย้อนหลังไป 6-7 ปี ที่ได้มาอยู่ที่นี่ จึงต้องสอนทุกอย่าง ต้องทำเองทุกอย่าง รวมทั้งวงเมโลเดี้ยน วงกลองยาว วงสตริง แต่ที่เป็นหลักก็คือ วงโปงลาง และเครื่องดนตรีอีสาน”

เมื่อเป็นครูดนตรีคนเดียวในโรงเรียนจะดูแลเด็กอย่างไร อาจารย์รัตนเดช การเกษม เล่าให้ฟังว่า “ในเรื่องการสอนดนตรีก็จะมีเครือข่ายมาช่วยบ้าง เพื่อนครูรุ่นพี่ รุ่นน้อง ลูกศิษย์ที่เคยสอน เด็กที่จบไปแล้ว ถ้ามีโอกาสก็จะกลับเข้ามาช่วย แต่หลักๆ ก็คือ เราต้องเป็นคนปูพื้นฐานให้เด็กเอง อย่างปีที่แล้ว ก็มีเด็กมาฝึกประสบการณ์สอน 1 เดือน ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระได้ ให้ช่วยฝึกเด็กที่เพิ่งหัดใหม่ ถึงแม้จะแค่เดือนเดียว ก็ทำให้เราได้มีเวลาไปดูอีกวงหนึ่ง ซึ่งเด็กๆ

โดยเฉพาะเด็กประถมแบบนี้ เขายังต้องการความรักความเอาใจใส่จากครู ถ้าเขามาหาครู แล้วครูบอกว่า เดี๋ยวก่อน ครูดูตรงโน้นตรงนี้ก่อน เด็กก็จะมีความรู้สึกว่าครูไม่สนใจ ก็จะเริ่มห่างๆ เราออกไป เราก็ต้องพยายามให้ความใส่ใจเด็กด้วย”

อาจารย์รัตนเดช การเกษม (ครูแซม)

าจารย์รัตนเดช การเกษม เป็นตัวอย่างของครูดนตรีพื้นบ้านอีสานที่ฝึกฝนให้เด็กได้เล่นดนตรีแล้วส่งเข้าประกวดในเวทีต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสให้กับเด็ก

“จะซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียนและให้ซ้อมที่บ้านด้วย ยกโปงลางไปไว้ที่บ้านเด็กให้ฝึกซ้อม โหวดก็ต้องมีติดตัว ใกล้แข่งขันก็จะซ้อมหนัก ประมาณ 2 สัปดาห์ ให้มานอนที่โรงเรียน ตื่นตีห้า ให้เด็กไปวิ่ง ซึ่งที่โรงเรียนรั้วจะติดกับสวนสาธารณะที่อยู่ริมฝั่งโขงติดกับฝั่งลาว วิวสวยด้วย บรรยากาศดีมาก ให้วิ่งตอนเช้า ตีห้าถึงตีห้าครึ่ง แล้วก็ซ้อมดนตรีต่อ พอถึงตอนเที่ยงบางวันก็ให้มาซ้อม บางวันก็ให้เขาพัก เพราะครูก็จะสอนอย่างอื่นด้วย สอนวงเมโลเดี้ยน วงดนตรีโปงลาง เด็กใช้เวลาฝึกเอง ทวนเพลงเอง ในตอนบ่ายโรงเรียนจะมีวิชาชั่วโมงสุดท้าย บ่ายสามโมงถึงสี่โมงเย็น เป็นกลุ่มสนใจ ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ตอนนั้นก็จะซ้อมวง ประมาณห้าโมงครึ่งถึงหกโมง ก็จะพัก มีให้ไปวิ่งตอนเย็น แล้วก็กลับมาซ้อมเดี่ยว ทานข้าว แล้วก็กลับมาซ้อมอีก”

“การวิ่งจะช่วยในการขยายปอดเพิ่มลม เพราะว่าจุดบอดของเด็กเป่าโหวดเป่าแคนคือลม เรื่องปอดก็ต้องวิ่งเอาลม บางครั้งให้เด็กวิ่งด้วยเป่าด้วย เป่าไปวิ่งไป ซึ่งเด็กก็จะค้นพบเรื่องลม การใช้ลิ้น การใช้ลมไปในตัว”

สำหรับความคาดหวังในการส่งเด็กเข้าประกวดนั้น “การประกวดเป็นกุศโลบายหนึ่งในการฝึกซ้อม เป็นแรงจูงใจในการฝึกซ้อมว่า เมื่อจะไปประกวดก็ต้องซ้อม ต้องฝึกหนัก พอฝึกหนักก็จะเกิดทักษะขึ้นกับตัวเด็กเอง ผมไม่เคยคาดหวังผลในทุกรายการที่ส่งเข้าประกวด แต่ผลจะเกิดกับตัวเด็กเองที่ได้ทำ ผลจากการฝึกฝนจะติดตัวไปกับเด็ก ผลที่ได้รับในวันแข่งมันเทียบไม่ได้เลยกับผลที่เราซ้อมก่อนที่จะมาแข่ง เพราะว่าเราซ้อมเป็นพันรอบ แต่มาแข่งแค่ไม่กี่นาที ตรงพันรอบนี่สำคัญมากกว่า การแข่งก็เป็นเพียงการแสดง ฉะนั้นจึงไม่เคยคาดหวังผลจากรางวัล แค่อยากให้เด็กที่เราได้ฝึก เด็กที่เราได้สอน เขาจะพัฒนาทักษะในตัวเขาเอง เป็นความภูมิใจว่า สิ่งที่เรามี เราถนัด และเรารัก ได้ถ่ายทอดไปสู่เยาวชนรุ่นต่อไป”

ถ้าเด็กชนะได้รางวัลกลับมา จะต่อยอดและผลักดันต่อไปอย่างไร “เด็กระดับประถม พอขึ้นระดับมัธยม ก็ต่อลายเพลงที่ยากขึ้น ในการประกวดแต่ละครั้ง ถ้าได้รางวัลขึ้นมาจริงๆ ก็ถือเป็นผลงานหรือเป็นความภาคภูมิใจของเขา ในอนาคตเขาอาจจะไปเป็นวิศวกร เป็นหมอ เป็นอะไรก็ช่าง แต่อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้ก็จะติดตัวเขาไป

ครูเองก็ไม่รู้หรอกว่าในวันหนึ่งข้างหน้า เครื่องดนตรีเหล่านี้อาจจะเป็นประโยชน์กับตัวเขาเอง หรือถ้าเขามุ่งไปเรียนต่อทางสายดนตรี ก็จะเป็นความภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่งที่จุดประกาย เป็นแรงบันดาลใจให้เขา”

ณะที่ดนตรีพื้นบ้านหายใจรวยริน แต่สำหรับอาจารย์รัตนเดช การเกษม แล้ว เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย “รายการประกวดนี้คือที่สุดเลย เป็นการเปิดโลกทรรศน์ทางด้านดนตรีที่กว้างมากให้กับเด็ก เป็นเวทีที่แสดงความสามารถทางดนตรีแท้ๆ เป็นการแสดงศักยภาพของเด็ก ความเป็นดนตรีแท้ๆ ไม่มีความผิดหรือถูกต้องในเรื่องของโน้ตดนตรีด้วยซ้ำ เป็นการโชว์ทักษะ โชว์เทคนิคของผู้เล่น เป็นการแข่งกับตัวเองมากกว่า โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเครื่องดนตรี จึงเป็นเวทีที่สุดยอดมาก”

“อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้คาดหวังอะไรกับผลที่จะออกมานัก แค่ผ่านเข้ารอบ 25 คน แค่นี้คือสูงสุดที่วางไว้แล้ว จากตัวครูเองที่เคยตกรอบมาก่อน ไม่คิดว่าวันหนึ่งเราจะได้พาเด็กที่เป็นลูกศิษย์เรามาถึงจุดนี้ได้ ก็คือขอแค่ว่าให้เป็นการแข่งกับตัวเขาเอง ให้เขาได้รู้ว่าจะทำได้ดีกว่าซ้อมไหม ได้รู้จักแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้า รู้จักการใช้ไหวพริบ”

ครอบครัวที่มาร่วมให้กำลังใจ

ในการประกวด 20 ปีที่ผ่านมา ทุกปีมีเด็กเข้าประกวดประมาณ 500 คน ซึ่งมีเด็กที่เข้าประกวดเยาวชนดนตรีไปแล้วประมาณ 1 หมื่นคน เครื่องดนตรีสากลมีศักยภาพสูงขึ้นร้อยละ 48 ส่วนดนตรีไทยร้อยละ 31 ดนตรีพื้นบ้านมีเพียงร้อยละ 6 ส่วนใหญ่เป็นดนตรีจากภาคอีสาน ส่วนเครื่องดนตรีอื่นๆ (จีน เขมร ชนเผ่า) ร้อยละ 2 ส่วนที่เป็นนักร้องที่ส่งเข้าประกวด (ร้องไทย ลูกทุ่ง คลาสสิก) ร้อยละ 13 ของการส่งเข้าประกวดทั้งหมด

ความสามารถของเด็กเยาวชนดนตรีขึ้นอยู่กับครูเป็นสำคัญ โชคดีที่การประกวดเซ็ทเยาวชนดนตรีไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องเครื่องดนตรี ไม่ว่าเครื่องดนตรีชนิดใดต่างก็มีโอกาสทั้งสิ้น ไม่จำกัดความยากดีมีจน ไม่จำกัดเรื่องของท้องถิ่น ไม่จำกัดว่าราคาถูกหรือแพง แต่ประกวดกันที่ความสามารถทางดนตรีเท่านั้น ความรู้สึกทางดนตรีให้ความเท่าเทียมกันได้ โดยข้ามข้อจำกัดไปทั้งหมด

รอบชิงชนะเลิศ วันที่ 17 ธันวาคม 2560 ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เวลา 9.00-16.00 น. เรียนเชิญมิตรรักแฟนเพลงที่ชอบดนตรี ไปดูความสามารถของเด็กเยาวชนไทยจากทั่วประเทศ ทุกเครื่องมือ ทุกระดับ โดยมีความหลากหลายของเสียงดนตรี ไปฟังความแตกต่าง ไปฟังความกลมกลืน ไปฟังความลงตัว โดยไม่มีเงื่อนไขและข้อจำกัดใดๆ ปิดบัง