ทีมนักดาราศาสตร์ นำโดย แดน มาร์โรน นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ในเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา เขียนรายงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ เจอร์นัล เนเจอร์ เผยแพร่ผลงานการค้นพบกาแล็กซีขนาดใหญ่
จนน่าทึ่ง 2 กาเล็กซี กาแล็กซีหนึ่งนั้นถือได้ว่าเป็นกาแล็กซีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสำรวจพบว่าก่อตัวขึ้นไม่นานหลังกำเนิดจักรวาลเลยทีเดียว
ที่สวนทางกับองค์ความรู้ทั่วไปทางด้านดารา ศาสตร์ก็คือ กาแล็กซีทั้งสองเกิดมีขึ้นเมื่อจักรวาลมีอายุไม่ถึง 800 ล้านปีหลังปรากฏการณ์บิ๊กแบงแต่กลับมีขนาดมหึมา ขัดกับทฤษฎีที่ว่าเมื่อแรกก่อเกิด กาแล็กซีต่างๆ จะมีขนาดเล็กมาก ก่อนจะขยายตัวใหญ่ขึ้นตามลำดับเวลา
นอกจากนั้นการค้นพบครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ สสารมืด หรือ ดาร์คแมทเทอร์ ในการบันดาลให้เกิดโครงสร้างขนาดใหญ่ทั้งหลายในจักรวาล โดยทีมสำรวจวิจัยครั้งนี้เชื่อว่า กาแล็กซีที่ตรวจพบทั้งสองเกิดขึ้นได้เนื่องจากในบริเวณดังกล่าวมีสสารมืดจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่นเป็นพิเศษจนสามารถสร้างกาแล็กซีมหึมาเช่นนี้ได้ถึง 2 กาแล็กซี ซึ่งหาได้ยากมาก
กาแล็กซีทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก ระยะห่างระหว่างกาแล็กซีคิดเป็นระยะทางน้อยกว่าระยะห่างระหว่างโลกถึงใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกด้วยซ้ำไป และมีความเป็นไปได้ว่าแกแล็กซีทั้งสองอาจรวมตัวเข้าด้วยกัน กลายเป็นกาแล็กซีขนาดมหึมาที่สุดเท่าที่เคยพบว่ากำเนิดขึ้นในช่วง 1,000 ล้านปีแรกของจักรวาล
ทีมสำรวจทางดาราศาสตร์พบกาแล็กซีทั้งสองโดยอาศัยกล้องโทรทรรศน์ เซาท์โพล ในทวีปแอนตาร์กติกา เมื่อแรกพบนั้นทีมวิจัยคิดว่ามันเป็นกาแล็กซีเดียวกันให้ชื่อว่า เอสพีที 0311-58 อย่างไรก็ตามเนื่องจากในการสำรวจดังกล่าวมีกาแล็กซีขวางทางอยู่อีกแกแล็กซีหนึ่ง ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ กราวิเตชันแนล เลนส์ คือแสงที่เดินทางจาก เอสพีที 0311-58 มายังกล้องโทรทัศน์เกิดโค้งงอตามแรงโน้มถ่วงของกาแล็กซีที่ขวางอยู่ จนไม่แน่ใจว่า เอสพีที 0311-58 นั้นถูกขยายจนใหญ่ขึ้นหรือว่ามีขนาดมหึมาอยู่ก่อนแล้ว
เพื่อให้แน่ใจ ทีมสำรวจตรวจสอบซ้ำโดยอาศัยกล้องโทรทรรศน์ อาทากามา ลาร์จ มิลลิเมตร/ซับมิลลิเมตร อาร์เรย์ (แอลมา) ในประเทศชิลีที่มีความละเอียดสูงกว่า จึงพบว่าแหล่งแสงมหึมาที่พบก่อนหน้านี้นั้น เป็นกาแล็กซีคู่ที่ก่อตัวใกล้กัน มีขนาดใหญ่มหึมาทั้งคู่ และกว่าแสงจากกาแล็กซีดังกล่าวจะเดินทางมาถึงโลกต้องใช้เวลาถึง 13,000 ล้านปี เท่ากับว่ากาแล็กซีทั้งสองอยู่ในสภาพที่ตรวจสอบพบนี้ตั้งแต่เมื่อครั้งเพิ่งเริ่มกำเนิดจักรวาล
ทีมสำรวจยังพบด้วยว่า ภายในกาแล็กซีทั้งคู่นั้นมีปริมาณของกลุ่มก๊าซและฝุ่นอยู่ในปริมาณสูงจนน่าประหลาดใจว่าช่วงแรกกำเนิดจักรวาลไม่น่าจะมีปรากฏอยู่มากมายขนาดนั้น นอกจากนั้นอัตราการกำเนิดดาวฤกษ์ของกาแล็กซีทั้งสองยังสูงมากเป็นพิเศษ คือ 2,900 โซลาร์แมสต่อปี ซึ่งเป็นที่มาของการที่ทีมวิจัยคิดว่า กาแล็กซีทั้งสองกำลังจะรวมตัวกัน
ทั้งนี้ คริส เฮย์วาร์ด รองศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากสถาบันยแฟลไทรอน ในนิวยอร์ก หนึ่งในทีมวิจัย อธิบายว่า โดยทั่วไปกาแล็กซีมักมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันซึ่งเป็นการเริ่มกระบวนการรวมตัวกันของแกแล็กซี ปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวไปเร่งให้อัตราการกำเนิดดวงดาวในแต่ละกาแล็กซีมีระดับสูงขึ้นกว่าปกติ เพราะปฏิสัมพันธ์ของแรงโน้มถ่วงซึ่งกันและกันทำให้กาแล็กซีมีความหนาแน่นเพิ่มมากขึ้น
โดยอัตราการเกิดดวงดาวจะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของกระบวนการรวมตัวกันของกาแล็กซีนั่นเอง

