เปิดใจคนรางวัล “ประชาบดี” ถ้ารอพร้อม…ชาตินี้คงไม่ได้ทำดี

13.12.17 | 10:54 น.

หลายคนอาจกำลังเริ่มท้อถอยกับการทำความดี เพราะทำแล้วไม่เห็นผล ทำแล้วชีวิตตนเองก็ยังประสบแต่ความลำบาก

ลองมาอ่านเรื่องราวความดีจากคนเหล่านี้ จะพบว่าการทำความดีแท้จริงแล้วไม่ง่ายเลย ต้องอดทน ใช้เวลาจนสุกงอม กระทั่งวันที่พวกเขาได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับประทานรางวัล “ประชาบดี” และเข็มเชิดชูเกียรติ ประจำปี 2560 จาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำความดีต่อไป

เริ่มที่ นางสายสม วงศาสุลักษณ์ อายุ 59 ปี ซึ่งได้รับรางวัลเกียรติยศ บุคคลที่เสียสละอุทิศตนทำงานเพื่อสังคม และมีผลงานโดดเด่นสนับสนุนภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งปัจจุบันเธอมีบทบาทในหลายองค์กรสาธารณกุศล อาทิ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์, ประธานมูลนิธิร่วมนํ้าใจต้านภัยเอดส์, กรรมการและเลขานุการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย

“ที่ช่วยมาตลอด คือผู้ป่วยเอดส์ คนปัญญาอ่อน และคนที่ประสบความยากลำบากต่างๆ อย่างเรื่องผู้ป่วยเอดส์ ระยะแรกสังคมจะตั้งคำถามและตั้งข้อรังเกียจผู้ติดเชื้ออย่างมาก เวลาไปขอรับบริจาค ก็จะถูกพูดกลับมาว่าคนพวกนี้สำส่อน ปล่อยให้ตายๆ ไป หรือการที่ดิฉันก่อตั้งโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา จ.ลำพูน เป็นโรงเรียนกินนอนระดับมัธยมศึกษา รองรับเด็กที่แม่ติดเอดส์ เด็กกำพร้าที่แม่เสียชีวิตจากเอดส์ เด็กที่มีปัญหาต่างๆ จนไม่สามารถอยู่กับครอบครัวได้ ก็ถูกตั้งคำถามว่าทำไมไม่ปล่อยให้เด็กเหล่านี้ไปเรียนรวมในโรงเรียนปกติ เพราะพวกเขามองอย่างไม่เข้าใจ ว่าเด็กเหล่านี้ยากจน ไม่มีแม้กระทั่งเงินค่าอาหารกลางวัน เด็กบางคนยังถูกตั้งข้อรังเกียจและบีบคั้นจากครู เพื่อนนักเรียน และผู้ปกครอง เมื่อเป็นแบบนี้แล้วปล่อยไป เด็กเหล่านี้ก็อาจเติบโตไปเป็นอาชญากร เก็บกด และกลับมาทำร้ายสังคม จึงคิดว่าโรงเรียนดังกล่าวจะช่วยเด็กเหล่านี้ไว้ได้”

Advertisement

จากการก่อตั้งโรงเรียนมา 16 ปี มีเด็กจบออกไปแล้ว 10 รุ่น นางสายสมเล่าอย่างภูมิใจว่า เด็กสอบแอดมิสชั่นติด 100 เปอร์เซ็นต์ โดย 10 รุ่นที่ออกไปเป็นทันตแพทย์ วิศวกร พยาบาล ครู นักบริหาร ฯลฯ ก็ถือว่าเราได้ให้โอกาสกับเขา

“ทุกคนอาจชอบทำบุญกับวัดเพื่อหวังจะได้นิพพาน แต่การทำบุญกับคนให้เขาพ้นจากความเดือดร้อน สำหรับดิฉันยิ่งใหญ่กว่า เพราะการได้เห็นคนที่อีกนิดเขาอาจต้องตายแล้ว คนที่ประสบความเดือดร้อนไม่มีที่พึ่ง ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นบุญที่เห็นได้เลยในชาตินี้ ไม่ต้องรอตายก่อนแล้วค่อยได้รับ แม้ที่ผ่านมาจะแบกรับหน้าที่หนักมาตลอด ไม่เห็นฝั่งว่าจะจบเมื่อไหร่ แต่ดิฉันก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ

“เมื่อรู้สึกเหนื่อยและท้อ ก็จะนึกถึงคำพระราชทานให้กำลังใจจากสมเด็จพระเทพฯ และพระองค์โสม ว่าสายสมเป็นนักสู้ เชื่อว่าเป็นมือปราบ ไม่ว่าไปตรงไหนที่มีปัญหาอุปสรรค หรือส่งไปพัฒนา พระองค์ก็เชื่อว่าจะทำได้” นางสายสมเล่าด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม

ขณะที่แท็กซี่ใจบุญ นายสุวรรณฉัตร พรหมชาติ อายุ 40 ปี ซึ่งได้รับรางวัลบุคคลผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ทำคุณประโยชน์และดำรงชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดี หลังขับรถแท็กซี่บริการรับส่งผู้ป่วย-ผู้พิการไปกลับโรงพยาบาลฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายมาเป็นเวลา 22 ปี

นายสุวรรณฉัตรเล่าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขว่า เมื่ออายุ 15 ปี เคยถูกหลอกไปเป็นแรงงานประมงที่ จ.ชุมพร และมีโอกาสหลบหนีมาได้ ซึ่งเวลานั้นไม่มีเงินติดตัวสักบาท และยังได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ก็มีชีวิตอยู่ได้จากน้ำใจคนไทยที่ช่วยเหลืออาหาร น้ำดื่ม และค่าเดินทางกลับบ้าน ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จึงรู้สึกซาบซึ้งถึงการให้ และตั้งใจว่าจะเปลี่ยนมาเป็นผู้ให้บ้าง หลังจากนั้นอายุ 18 ปี ก็มาประกอบอาชีพขับแท็กซี่ ขับรับส่งผู้ป่วย-ผู้พิการฟรีตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

“ทุกวันนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 ตี 4 เพื่อมารับส่งคนป่วยคนพิการที่โทรมาขอความช่วยเหลือ ก็ไปรับจากบ้านเขาไปส่งโรงพยาบาลและรอรับเขากลับบ้าน วันๆ หนึ่งมีตั้งแต่ 3-7 เคสให้ช่วยเหลือ ก็ช่วยกันจนกว่าจะตายจาก ถามว่าทำอย่างนี้มีรายได้อย่างไร ตอบเลยว่าไม่มีเลย แต่ก็พอมีเงินจากการบริจาค 

“อย่างคนทราบข่าวผม เขาก็โอนเงินมาให้ บางครั้งจอดติดไฟแดง เด็กแว้นซ์จำรถได้ เขาก็มาเคาะกระจกยื่นเงินให้ งานนี้แน่นอนว่าเหนื่อย หลายครั้งที่ต้องแบกผู้ป่วย-ผู้พิการ ทำให้ไหล่และข้อเข่าอักเสบ แต่ผมก็มีความสุข เพราะเชื่อว่าการทำความดีไม่ต้องรอให้ตนเองรวยก่อน พร้อมก่อน เกษียณก่อน แต่สามารถทำได้เลย อาจเริ่มจากเล็กๆ น้อยๆ ในหน้าที่การงานของตัวเอง ความดีทำได้เรื่อยๆ เพราะถ้ามัวแต่รอ ชาตินี้เราคงไม่ได้ทำความดี”

สุวรรณฉัตรเชื่อว่าส่งต่อความสุขจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้รับลุกขึ้นมาแบ่งปันความสุขให้ผู้อื่นเช่นกัน เหมือนที่เขาเคยได้รับมาเมื่อ 25 ปีที่แล้ว และตั้งใจจะเป็นแท็กซี่ใจบุญไปจนกว่าจะหมดแรง