โลกยุคดิจิทัลที่สมาร์ทโฟนไม่เพียงเป็นแค่โทรศัพท์ใช้ติดต่อสื่อสาร แต่ยังเป็นแหล่งค้นหาข้อมูล ช้อปปิ้ง ไปจนถึงเป็นธนาคารเคลื่อนที่ จึงไม่แปลกที่ใครต่อใครจะมีโทรศัพท์มือถือติดตัวเป็นสิ่งสำคัญ และอาจจะไม่แปลก หากจะเปลี่ยนรุ่นใหม่เพื่อให้ทันเทคโนโลยีอยู่เสมอ
แต่…โทรศัพท์เครื่องเก่าเหล่านั้นไปไหน
จากการคาดการณ์ของกรมควบคุมมลพิษเมื่อปี พ.ศ.2559 พบว่ามีโทรศัพท์มือถือถูกทิ้งประมาณ 10.9 ล้านเครื่อง และโทรศัพท์มือถือเก่าที่สะสมอยู่ในครัวเรือนคนไทยถึง 200 ล้านเครื่อง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” จำนวนมหาศาลที่ยากต่อการทำลาย จึงเป็นที่มาของโครงการ “มือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา” เฟส 1 รับบริจาคโทรศัพท์มือถือไม่ใช้แล้วจากทั่วประเทศได้กว่า 1.7 ล้านเครื่อง นำไปรีไซเคิลเป็นเงินมูลค่า 3,620,000 บาท นำไปบริจาคให้กับ 1.มูลนิธิรามาธิบดี
เพื่อสมทบทุนสร้างอาคารสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ 2.ศิริราชมูลนิธิ เพื่อสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทร์บพิตร 84 พรรษา 3.มูลนิธิเดอะ วอยซ์ (เสียงจากเรา) เพื่อช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตด้อยโอกาสและสัตว์ยากไร้ และ 4.กลุ่มพหุชนคนอาสา ช่วยเหลือการทำงานผู้มีจิตสาธารณะบรรเทาทุกข์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยจัดมอบเงินบริจาค ณ สโมสรโรงงานยาสูบ
โดยขณะนี้ได้เปิดตัวโครงการเฟส 2 ภายใต้แนวคิด “มือถือเก่าไป เครื่องมือแพทย์ใหม่มา” ตั้งเป้ารับบริจาคโทรศัพท์ 5 ล้านเครื่อง นำเงินบริจาคมอบให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ 30 แห่งทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ และโรงพยาบาลท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์
ศ.ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า จากการวิจัยพบว่าคนไทยเปลี่ยนมือถือใหม่ทุก 2 ปี โดยเฉพาะวัยรุ่น ซึ่งอาจจะเปลี่ยนตามกระแสนิยม แฟชั่น หรือแม้แต่เปลี่ยนให้ทันสมัย เพราะเครื่องเก่าไม่สามารถใช้แอพพลิเคชั่น
บางอย่างได้ นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นค่ายมือถือทั้งผ่อน 0% สิบเดือน จูงใจให้เปลี่ยนมือถือได้ง่ายขึ้น แต่กลับกัน แม้จะมีเครื่องใหม่ แต่คนทั่วไปก็ยังไม่อยากจะทิ้งเครื่องเก่า เพราะโทรศัพท์มีข้อมูลส่วนตัวที่กลัวจะหลุด
“คนส่วนใหญ่วางโทรศัพท์เก่าทิ้งไว้เฉยๆ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่นเดียวกับตู้เย็น ทีวี พัดลม ที่มีสารพิษในตัวเอง จะทิ้งขยะทั่วไปไม่ได้ อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่จะมีโรงงานรับไปกำจัด แต่กับขยะชิ้นเล็กๆ ที่ใกล้ตัวเช่นนี้ คนไม่ค่อยนำไปกำจัดอย่างถูกวิธีนัก หากเราวางไว้เฉยๆ วันหนึ่งสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนสภาพ อากาศเปลี่ยน วันหนึ่งแบตอาจจะเยิ้ม เป็นอันตรายขึ้นมาหากสัมผัส หรือเมื่อโดนน้ำไหลไปสู่ดิน ทำให้ดินเสีย เพาะปลูกไม่ได้” ศ.ดร.กุณฑลีกล่าว
![]()
![]()
![]()
แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “โทรศัพท์” จะนำไป “รีไซเคิล” ได้อย่างไร
สายฝน อภิธนัง หัวหน้าประชาสัมพันธ์โครงการมือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ในโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง ประกอบด้วยสารต่างๆ ได้แก่ พลาสติก ทองแดง เหล็กกล้า ดีบุก ไปจนถึงทองคำ สามารถนำไปแยกประเภทแล้วหลอมขึ้นใหม่นำไปขายต่อได้ โดยโทรศัพท์เครื่องหนึ่งสามารถแยกส่วนได้หมด ยกเว้นแบตเตอรี่ที่ต้องทำลายอย่างเดียวเท่านั้น และยังมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า
“ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับให้กำจัดขยะเหล่านี้ได้ในประเทศ เพราะควบคุมมลพิษได้ยาก เราจึงต้องส่งไปรีไซเคิลที่ประเทศจีน ซึ่งในเอเชียมีเพียงจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่นเท่านั้นที่มีโรงงานกำจัด”
สายฝนยังเผยต่อว่า โทรศัพท์เครื่องหนึ่งอาจจะมีมูลค่าหลังรีไซเคิลไม่เท่าไร แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การได้กระตุ้นให้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะกว่าจะได้โทรศัพท์หนึ่งเครื่อง ต้องไถหน้าดิน ขุดแร่ธาตุจำนวนมาก
“หลังจากเปิดโครงการ เราได้รับโทรศัพท์จำนวนมาก ส่วนหลายคนที่ไม่สบายใจเรื่องข้อมูลในเครื่องก็สามารถทำลาย ทุบให้แตกมาให้ได้เลย ซึ่งทางเราจะไม่มีการแกะชิ้นส่วนก่อนถึงโรงงานที่จีน บางคนนำโทรศัพท์มาบริจาคถึง 20 เครื่อง ตั้งแต่รุ่นเก่ารุ่นแรกๆ บางคนส่งเครื่องแฟกซ์เก่ามาก็มี จึงถือเป็นเรื่องดีที่ได้ปลูกจิตสำนึกของคนให้รักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” สายฝนกล่าว
ผู้สนใจสามารถบริจาคตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม ที่โรงพยาบาลส่งเสริมคุณภาพตำบล หรือสถานีอนามัยทั่วประเทศ, ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ, ร้านเจมาร์ท หรือส่งไปรษณีย์มาที่ศูนย์ประสานงานจิตอาสาโครงการมือถือเก่าไป ชีวิตใหม่มา เลขที่ 33 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กทม. 10110
ช่วยกันคนละไม้คนละมือรักษาสิ่งแวดล้อม





