ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน กวีและนักเขียนชาวอเมริกันเคยกล่าวไว้ว่า “วีรบุรุษไม่ได้กล้าหาญมากกว่าคนทั่วไป เขาแค่กล้าหาญนานกว่าคนทั่วไปซัก 5 นาที” วลีนี้สร้างแรงบันดาลใจให้วงการพัฒนาผู้นำทั่วโลกในหลายแง่มุม สำหรับผู้เขียนเองแล้ว วลีนี้ช่วยอุ้มชูจิตใจให้หลายท่านที่ไม่กล้าขึ้นมาเป็นผู้นำเพราะเกรงว่าความสามารถจะไม่เพียงพอ เอาเข้าจริงแล้วสมองที่ชาญฉลาดอาจไม่สำคัญเท่าเราทนอยู่กับความเครียดในการเป็นผู้นำได้นานกว่าคนอื่นแค่ไหนค่ะ
คุณสุภาพสตรีท่านหนึ่งมีหน้าที่การงานดีมากและเพิ่งจบการศึกษาปริญญาโท เธอคบหากับแฟนมาเกือบสิบปีตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนจนเรียนจบ คุณแม่ของแฟนชอบเธอมากเพราะนอกจากเป็นสาวเก่งที่อนาคตไกลแล้ว เธอยังช่วยดูแลลูกชายของคุณแม่มาตลอดตั้งแต่เป็นนักเรียน ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนจับจด ไม่จริงจังกับเรื่องใดเลยในชีวิต ไม่ตั้งใจเรียน และติดนิสัยชอบโกหกอยู่เป็นประจำจนคนในครอบครัวเอือมระอา สิ่งที่ดีที่สุด 2 ประการในชีวิตของชายหนุ่มคนนี้ตามทรรศนะของคุณแม่เขาเองคือความเป็นคน ขี้อ้อน ช่างเอาใจ อ่อนหวาน และอีกประการคือได้แฟนดีนั่นเอง ทุกอย่างดูจะลงตัวจนกระทั่งในวันที่คุณผู้หญิงจบการศึกษา แฟนหนุ่มก็บอกด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่าเขาขอเลิกกับเธอด้วยเหตุผลว่าเขาคบกับผู้หญิงคนอื่นมาเป็นปีแล้ว ที่ยังไม่บอกเพราะเห็นว่าเธออยู่ในช่วงทำวิทยานิพนธ์ก่อนเรียนจบ เกรงว่าบอกแล้วเธอจะเครียดจนเรียนไม่ได้ เรื่องนี้ทุกคนรอบข้างฟังปุ๊บก็เชื่อปั๊บเลยค่ะว่าเป็นความจริงแน่นอนเพราะฝ่ายชายมีนิสัยส่วนตัวในทำนองเจ้าชู้และชอบโกหกปกปิดความจริงอยู่แล้ว มีคนเดียวที่ไม่เชื่อคือคุณผู้หญิงที่เป็นแฟนนี่ล่ะค่ะ เธอคิดว่าฝ่ายชายกำลังโกหกเรื่องที่จะเลิกกันเหมือนที่เคยโกหกทุกครั้ง เธอมีเหตุผลประกอบความเชื่อของเธอประมาณร้อยอย่างตั้งแต่ที่เธอช่วยเหลือฝ่ายชายมาตลอด เธอสมบูรณ์แบบทุกอย่าง เธอสนิทสนมกับครอบครัวฝ่ายชาย และเธอกับครอบครัวฝ่ายชายคุยกันเรื่องแต่งงานบ้างแล้ว เพื่อนสนิทของเธอขอร้องให้มาพบจิตแพทย์เพราะเธอมีความเครียดรุนแรงมาเป็นเดือน นอนไม่หลับ อารมณ์เศร้าสลับหงุดหงิดและทะเลาะกับแฟนหนุ่มรุนแรงถึงขั้นข้าวของพังทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ดูคุณยังเชื่อมั่นว่าเรื่องที่แฟนขอเลิกไม่ใช่เรื่องจริง”
“ใช่ค่ะ ไม่มีเหตุผลที่เขาจะขอเลิกเลย เราคบกันมานาน หนูช่วยเหลือเขาทุกอย่าง ดังนั้นเขาไม่มีทางเลิกกับหนูได้เพราะหนูทำให้ชีวิตเขาดีอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้”
“คุณมีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้เชื่ออย่างนั้นแต่ถ้าหมอลองให้คุณใช้สัญชาตญาณบ้าง คนคบกันมานานต้องมีเซนส์บางอย่างใช่ไหมคะเหมือนที่คุณมีเซนส์ว่าเขากำลังโกหกคุณ คุณว่าเรื่องที่เขาขอเลิกเป็นเรื่องจริงจังขนาดไหน”
เธอเงียบและพยายามกลั้นน้ำตาโดยไม่ตอบอะไรค่ะ เท่านี้ก็พอทราบว่าเธอรู้แล้วด้วยสัญชาตญาณแต่พยายามหาเหตุผลมาหักล้างให้ได้ เป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องแนะนำอะไรมากค่ะ แค่ให้ยาลดความกังวลและแนะนำให้เธอนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เมื่อสุขภาพกายและใจดีขึ้น เธอก็จะตัดสินใจได้เองค่ะ
เพลโตนักปรัชญาชาวกรีกโบราณเชื่อว่ามนุษย์เหนือกว่าสัตว์ตรงที่เราใช้เหตุผลในการตัดสินใจมากกว่าใช้อารมณ์หรือสัญชาตญาณแต่อาจไม่จริงเสมอไปก็ได้ค่ะ นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาตอนอ่านการ์ตูนแนวเยียวยาจิตใจสาวอวบ ”แฟนผมเป็นสาวอวบ” ซึ่งให้ความหวังหญิงสาวที่ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาสวยงามตามพิมพ์นิยมในปัจจุบันว่าถ้าหนุ่มหล่อไม่ได้ใช้สมองในการมองหาแฟนนั่นคือคนหล่อไม่ได้พิจารณาตามเหตุผลว่าผู้หญิงที่จะมาเป็นแฟนควรสมบูรณ์พร้อมตามค่านิยมของสังคม แต่หนุ่มหล่อใช้สัญชาตญาณในการหาแฟนเหมือนพระเอกในเรื่องนี้ซึ่งชอบผู้หญิงอวบอ้วนเจ้าเนื้อและหลงรักไขมันของเธอตั้งแต่แรกพบโดยยังไม่ได้พิจารณาเรื่องนิสัยใจคอด้วยซ้ำ ความรักก็จะเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกอย่างแท้จริง เป็นเรื่องของสัญชาตญาณล้วนๆ และไม่ได้เป็นเรื่องของเหตุผลหรือความเหมาะสมอย่างที่เราแสวงหาคนที่เหมาะสมมาเป็นแฟนตามค่านิยมปัจจุบัน ถ้าแบบนี้ตามทรรศนะของเพลโต มนุษย์ที่มีความรักก็อาจจะไม่ต่างจากสัตว์ก็ได้จริงไหมคะ
งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัย Exeter ในอังกฤษที่ตีพิมพ์ใน Proceedings of the Royal Society B บอกว่าจากหลักฐานทางประสาทวิทยาศาสตร์พบว่าการตัดสินใจของมนุษย์ใช้อารมณ์เป็นส่วนใหญ่เลยค่ะ เหตุผลมักจะเป็นเรื่องตามมาภายหลังมากกว่า ลองนึกถึงกวางก่อนค่ะ สัญชาตญาณของกวางคือหาอาหารให้ได้แต่กวางไม่สามารถใช้เหตุผลคิดอย่างซับซ้อนว่าฤดูนี้ควรต้องกักตุนอาหารหรือยัง ไปเก็บลูกไม้กินตรงนั้นจะมีสิงโตซ่อนอยู่ใกล้ๆ หรือเปล่า คนก็เช่นกันค่ะ จากงานวิจัยพบว่าลำไส้ของเรามีความสามารถในการเก็บความทรงจำจากประสบการณ์ต่างๆ และช่วยให้เราตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วเพราะการใช้สมองคิดอย่างซับซ้อนในทุกเรื่องของชีวิตจะกินพลังงานมากเกินไป มนุษย์อาจจะเหนือกว่ากวางตรงที่เมื่อทำอะไรลงไปแล้ว เราสามารถให้เหตุผลตามหลังการ กระทำได้ซึ่งหลายครั้งเหตุผลต่อท้ายการกระทำที่ประสบความสำเร็จทำให้บุคคลนั้นดูฉลาดกว่าความเป็นจริงมาก
คงเหมือนวีรบุรุษที่เมื่อมีคนสัมภาษณ์ว่าทำไมเขาถึงกล้าหาญมากขนาดนี้ เขาอาจพูดเรื่องที่ดูดีหรือดูฉลาดทั้งที่ความจริงเขาแค่ยืนตรงนั้นนานกว่าคนอื่น 5 นาทีเท่านั้นเอง

