าวะขาดโภชนาการเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เด็กเจ็บป่วยหรือพิการ ในทางตรงกันข้าม ภาวะโภชนาการเกิน ส่งผลให้เด็กอ้วนและเสี่ยงเป็นโรค เช่น เบาหวาน และหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย ปัจจุบัน ประเทศไทยยังประสบปัญหาทุพโภชนาการทั้งสองลักษณะในเวลาเดียวกัน บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อโครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี” สู่ปีที่ 2 โดยมีการนำเสนอภายในงานประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 11 เพื่อจุดประกายทั้งครูและผู้ปกครองในการปลูกฝังรากฐานพฤติกรรมสุขภาพของเยาวชนให้เติบโตอย่างมีสุขภาพดีในระยะยาว
กนกทิพย์ ปริญญานุสสรณ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและสื่อสารโภชนาการเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า ตลอดหนึ่งปีของการดำเนินโครงการฯ พบแนวโน้มที่ดีในการปรับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพของเด็กวัย 3-5 ขวบ โดยเฉพาะภายในโรงเรียนที่ร่วมโครงการฯ โดยคุณครูมีความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลโภชนาการเด็กในโรงเรียน และเด็กหันมากินผักโดยไม่ต้องบังคับ เลือกดื่มน้ำเปล่า และขยันขยับออกกำลังกายมากขึ้น เมื่อได้ขยายผลสู่ที่บ้าน พบว่าผู้ปกครองมีความรู้และตระหนักถึงความสำคัญของพฤติกรรมการกินที่ดีขึ้น แต่ยังขาดการลงมือทำ จึงไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

อาจารย์รณสิงห์ รือเรือง นักจิตวิทยาคลินิก ระดับชำนาญการพิเศษ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ (เชียงใหม่) อธิบายว่าการดำเนินโครงการเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กในหลายๆ ครั้งไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเด็กรู้สึกเหมือนถูกบังคับจึงไม่ยอมปฏิบัติตาม ดังนั้น ถ้าพ่อ-แม่ผู้ปกครองอยากให้เด็กเปลี่ยน จะต้องปรับเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนการสื่อสารกับลูกด้วยหลักจิตวิทยา
อาจารย์รณสิงห์ได้ยกตัวอย่าง 4 ขั้นตอนในการสื่อสารเพื่อให้ลูกเปลี่ยน
“เริ่มจากพ่อ-แม่ต้องเข้าหาเด็ก แทนที่จะตะโกนเรียกเด็กให้เข้าหา เพื่อแสดงความให้เกียรติเขา ต่อจากนั้นจึงชวนคุยในเรื่องที่เด็กสนใจหรือกำลังทำสิ่งนั้นอยู่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรที่เข้าใจลูกเสมอ หลังจากนั้น ถ้าพ่อ-แม่ต้องการให้ลูกทำในสิ่งที่เราต้องการให้ทำ แทนที่จะสั่งลูก ให้เปลี่ยนมาใช้คำพูดในเชิงแสดงความคิดเห็นว่า หลังจากนี้แล้วลูกจะช่วยทำสิ่งนี้ต่อให้พ่อ-แม่ได้หรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นการเปิดให้เด็กได้ตัดสินใจเอง ทำให้เด็กรู้สึกอยากทำด้วยตนเอง ไม่ได้เป็นการถูกบังคับ เด็กจึงอยากแสดงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตน สุดท้าย เมื่อลูกสามารถทำตามที่ตกลงกับพ่อ-แม่ได้แล้ว พ่อ-แม่จะต้องชื่นชม เพื่อกระตุ้นให้เด็กอยากทำอีก”
“ทั้งหมดนี้คือแนวทางการสื่อสารด้วยหลักจิตวิทยาที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก รวมไปถึงในด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย” อาจารย์รณสิงห์ทิ้งท้าย


