“ไลดาร์” หรือเทคโนโลยี “การค้นหาและกำหนดขอบเขตด้วยเสง” (Light Detection and Ranging-LiDAR) ประสบความสำเร็จครั้งใหญ่อีกครั้งในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการสำรวจทางโบราณคดี เมื่อการสำรวจพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศกัวเตมาลาที่เป็นป่าทึบ ส่งผลให้ทีมสำรวจค้นพบซากและร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างจากอารยธรรมมายา อารยธรรมโบราณที่รุ่งเรืองและสาบสูญไปก่อนหน้าเกิดอารยธรรมอียิปต์มากถึงกว่า 60,000 จุด มีทั้งที่เป็นพีรามิด แนวทางหรือถนนยกระดับ ฐานรากของบ้านเรือน และป้อมค่ายสำหรับป้องกันเมือง
ทอม การ์ริสัน นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมมายาจาก พาคูนัม ฟาวเดชั่น ของกัวเตมาลา ซึ่งเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนและริเริ่มโครงการสำรวจครั้งนี้ที่ใช้ชื่อว่า โครงการริเริ่มไลดาร์พาคูนัม ระบุว่าการค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการค้นพบที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ว่าด้วยอารยธรรมมายาไปอีกรูปแบบหนึ่งจากข้อเท็จจริงใหม่ๆ ที่บ่งชี้ได้จากการประมวลหลักฐานเบื้องต้น ตัวอย่างเช่น การประมาณจำนวนประชากรของอารยธรรมโบราณที่เก่าแก่ย้อนหลังไปราว 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชนี้ต้องประเมินใหม่หมด เมื่ออาณาเขตของนครมายาและสิ่งปลูกสร้างแสดงให้เห็นว่าชาวมายาโบราณในที่นี้มีจำนวนมากกว่าประชากรที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เดียวกันในปัจจุบันนี้เสียอีก

ลิซา ลูเซโร นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมสำรวจครั้งนี้ ระบุว่าการค้นพบหลักฐานแสดงการเป็นเมืองขยายของนครมายา แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ดังกล่าวนี้มีหลากหลายวิธีการที่สามารถรองรับประชากรจำนวนมากได้ โดยไม่จำเป็นต้องหักร้างถางพงทำลายพื้นที่ป่าโดยรอบ
หลักการทำงานของไลดาร์คล้ายคลึงกับการทำงานของโซนาร์ในเรือดำน้ำ หรือโซนาร์ของค้างคาว เพียงแต่เปลี่ยนจากการใช้คลื่นเสียงมาเป็นคลื่นแสงแทนเท่านั้นเอง ในการสำรวจพื้นที่เพื่อหาร่องรอยของสิ่งปลูกสร้าง เครื่องบินที่ติดตั้งเครื่องยิงและรับสัญญาณแสงเลเซอร์จะขึ้นบินเหนือพื้นที่เพื่อยิงลำแสงเลเซอร์ลงมายังบริเวณที่ต้องการสำรวจ และใช้สัญญาณที่สะท้อนกลับมา นำไปประมวลผลเป็นภาพดิจิทัล 3 มิติ เป็นการสำรวจที่ไม่มีการทำลายพื้นที่ป่า จำกัดขอบเขตการขุดค้นและไม่เปลืองเวลาขุดค้นเพื่อหาหลักฐานด้วยมือซึ่งกินเวลายาวนานมาก
ในทรรศนะของลูเซโร ไลดาร์ทำงานได้ผลมหัศจรรย์มาก เพราะในพื้นที่ป่าทึบอย่างเช่นที่ราบหุบเขาทางตอนเหนือของกัวเตมาลานั้น ง่ายมากที่นักสำรวจหรือนักโบราณคดีจะเดินผ่านซากโบราณสถานในระยะประชิดไปเฉยๆ

การ์ริสันเองก็เคยมีประสบการณ์ทำนองเดียวกันมาแล้ว เนื่องจากเคยนำทีมเข้าไปเดินสำรวจในแหล่งโบราณคดีมายาทางตอนเหนือของกัวเตมาลาที่เรียกว่า “เอล ซอทซ์” อย่างยากลำบากมานานหลายปี โดยประสบผลสำเร็จไม่มากนัก การสำรวจด้วยไลดาร์ครั้งใหม่นี้ แสดงให้เห็นแนวกำแพงป้อมค่ายความยาว 9 เมตร ซึ่งเขาเคยผ่านเข้าใกล้ในระยะแค่ 46 เมตร แต่สังเกตไม่พบว่าเป็นอะไรมากกว่าป่าปกติ
แนวกำแพงป้อมค่ายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า สงครามในยุคนั้นเป็นสงครามใหญ่ เป็นการลงทุนขนานใหญ่ และมีการสู้รบกันจริงๆ จังๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การปะทะกันย่อมๆ เป็นครั้งคราว เหมือนที่เคยคิดกัน การ์ริสันเตรียมหาทุนสำหรับเดินทางเข้าไปขุดค้น หาหลักฐานเพิ่มเติมด้วยมือในจุดนี้ให้เร็วที่สุด
โครงการพาคูนัม ไลดาร์ อินนิเชียทีฟ สแกนพื้นที่ 2,100 ตารางกิโลเมตร แยกออกเป็น 10 เขตใหญ่ๆ บางส่วนเคยมีความพยายามเข้าไปจัดทำแผนที่ด้วยมือมาแล้ว อีกบางส่วนไม่เคยมีการสำรวจมาก่อน การ์ริสันระบุว่า ร่องรอยสิ่งปลูกสร้างที่พบมากที่สุด เป็นฐานรากอาคารหิน ซึ่งใช้รองรับเสาและหลังคาของบ้านที่อยู่อาศัยของชาวมายา นอกจากนั้นก็ยังพบร่องรอยของทางถนนยกระดับขึ้นสูง ร่องวรอยของปิรามิดแบบมายา รวมทั้งจุดหนึ่งซึ่งเป็นปิรามิด 7 ชั้น ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้จนกลืนเป็นเนื้อเดียวกับผืนป่าโดยรอบ
ลูเซโรตั้งข้อสังเกตว่า ชาวมายาโบราณไม่ได้ใช้สัตว์พาหนะ ไม่ว่าจะเป็นม้าลา หรืออื่นๆ รวมทั้งเกวียน ดังนั้นจึงน่าสนใจที่ชาวมายาสร้างถนนไว้เยอะมาก แต่เชื่อว่าถนนยกระดับที่พบน่าจะสร้างขึ้นสำหรับใช้เพื่อความสะดวกในการสัญจรเมื่อถึงหน้าน้ำที่มีน้ำท่วมขัง หรือไม่ก็ใช้เป็นยกพื้นสำหรับขบวนพิธีสำคัญๆ
เดวิด สจวร์ต นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน ระบุว่า พื้นที่ว่างเปล่าที่ตรวจสอบพบก็มีความสำคัญ แสดงให้เห็นว่ามีบางพื้นที่ซึ่งชาวมายาเลือกที่จะไม่ใช้ เป็นการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด เมื่อนำมาพิเคราะห์รวมกับจุดที่เลือกทำการเกษตร หรือใช้เป็นที่อยู่อาศัย
ก็สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรกรรมและการใช้น้ำของชาวมายาโบราณได้เป็นอย่างดี

