สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถึงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ได้รับการตีพิมพ์โดยให้คำอธิบายวิธีการที่หญิงข้ามเพศรายหนึ่งที่สามารถให้น้ำนมทารกที่เธอรับเลี้ยงมาได้หลังรับฮอร์โมนที่กระตุ้นการให้น้ำนม
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญระบุว่าจำเป็นจะต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อวิเคราะห์ว่าน้ำนมดังกล่าวนั้นมีความปลอดภัยต่อเด็ก
รายงานการวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทรานสเจนเดอร์เฮลธ์ ระบุถึงหญิงข้ามเพศวัย 30 ปีที่เกิดมาเป็นเพศชายและรับการบำบัดด้วยการให้ฮอร์โมนเพศหญิงเป็นเวลา 6 เดือน โดยที่เธอไม่ได้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศและการเสริมเต้านมแต่อย่างใด
เธอเข้ารับคำแนะนำทางการแพทย์เนื่องจากคู่รักของเธอนั้นตั้งท้องแต่ไม่สนใจที่จะให้นมบุตร และ “เธอหวังว่าตนจะทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารเริ่มแรกให้กับลูก” รายงานซึ่งนำโดยนักวิจัยจากวิทยาลัยการแพทย์เมาต์ไซนายไอคาห์น ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
รายงานก่อนหน้านี้ในผู้หญิงพบว่าการเพิ่มเอสทราดิออล และโปรเจสเตอโรน บวกกับการใช้เครื่องปั้มนมเป็นเวลา 5 นาทีต่อข้าง 3 ครั้งต่อวันนั้นช่วยกระตุ้นน้ำนมในผู้หญิง
โดยหญิงข้ามเพศในการวิจัยดังกล่าวได้รับยาแก้อาการคลื่นไส้จากประเทศแคนาดาที่มีชื่อว่าดอมเพริโดน ร่วมด้วยโดยยาดังกล่าวมีฤทธิ์ข้างเคียงในการกระตุ้นการผลิตน้ำนม ทว่าเอฟดีเอ สหรัฐยังไม่รับรองยาดังกล่าวเนื่องจากกังวลต่อความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาหารหัวใจวายและความเสี่ยงเกี่ยวกับอันตรายในการให้นมบุตร
รายงานระบุว่า “เป็นเวลา3เดือนครึ่งที่เธอเริ่มกระบวนการกระตุ้นน้ำนำ เด็กทารกก็ลืมตาดูโลก” และว่า “เธอได้ให้นมบุตรเพียงผู้เดียวเป็นเวลา 6 เดือน” ก่อนที่จะเริ่มเพิ่มการให้นมผงร่วมด้วยเนื่องจาก “กังวลว่าปริมาณน้ำนมจำไม่เพียงพอ”
รายงานระบุว่าการเติบโตและการรับประทานอาหารของเด็กนั้นปกติดีทุกประการ
มาเดลีน ดอยต์ช ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสุขภาวะของคนข้ามเพศซานฟรานซิสโก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า ยังคงเร็วเกินไปที่จะระบุว่าวิธีการดังกล่าวนั้นปลอดภัย โดย ดอยต์ช ผู้ที่เป็นหญิงข้ามเพศ และเป็นผู้ปกครองของทารกวัย 6 เดือนระบุว่า เรื่องที่ยังคงน่ากังวลคือคุณภาพของสารอาหารในน้ำนมดังกล่าว ขณะที่การให้ฮอร์โมนเพิ่มเติมนั้นก็มีผลข้างเคียงสำหรับตัวผู้ได้รับด้วย

