เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นายวิทัศน์ เตชะบุญ อธิบดีกรมเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยถึงกรณีศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เขตจตุจักร มีคำสั่งให้เด็กทั้ง 13 คน ที่เกิดจากการอุ้มบุญ เป็นบุตรโดยชอบธรรมของ นายมิตสุโตกิ ชิเกตะ นักธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ร้อง ว่า เมื่อผู้ร้องได้ส่งทนายมาขอรับบุตร ดย.ก็จะพูดคุยถึงกระบวนการที่ต้องมีก่อนรับ คือกระบวนการปรับตัวของเด็กกับพี่เลี้ยงคนใหม่ที่ผู้ร้องพามา ซึ่งจะต้องนำพี่เลี้ยงคนใหม่มาฝึกและทำความคุ้นเคยกับเด็กที่สถานสงเคราะห์
ซึ่งขณะนี้เด็กทั้ง 13 คน แยกเป็น 12 คน ผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 8 คน อยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ส่วนอีก 1 คน ซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทั้งหมดมีอายุระหว่าง 3 ปี 8 เดือน จนถึง 4 ปี 6 เดือน ก็จะนำมาอยู่รวมกันที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด คาดว่าจะใช้เวลา 7 วันในการสร้างความคุ้นเคย ก่อนที่สถานสงเคราะห์จะขอทำเรื่องจำหน่าย เสนอมาให้ตนอนุมัติ ซึ่งรวมแล้วไม่น่าจะเกิน 10 วัน
นายวิทัศน์กล่าวอีกว่า คิดว่าจะสามารถส่งมอบเด็กให้ก่อนหรือทันวันที่ 14 มีนาคม ที่ย่าของเด็กจะเดินทางมาจากญี่ปุ่น ซึ่งทราบว่าขณะนี้ได้เตรียมบ้านไว้ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ให้เด็กๆไปอยู่แล้ว อีกทั้งทราบว่าทางครอบครัวได้ประสานพยาบาลวิชาชีพ ผู้มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กเอกชน ไปช่วยดูแลตามแผนการเลี้ยงดูที่เสนอมาก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ ในระยะแรกเราคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาจส่งพี่เลี้ยงไปดูที่บ้าน หากพบว่าเด็กปรับตัวเข้ากับพี่เลี้ยงใหม่ได้แล้ว ก็คงถอนตัว แต่ก็จะติดตามเป็นระยะ เพื่อให้คำแนะนำต่างๆ และหากเป็นปกติแล้ว จะให้ดำเนินการเองต่อไป แต่หากจะนำตัวเด็กไปเลี้ยงที่ญี่ปุ่น ก็สามารถทำได้เลยเช่นกัน โดยดย.จะประสานสถานทูตที่นั่นให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยม
“คิดว่าเด็กในอายุขณะนี้ไม่น่ามีปัญหาการปรับตัว โดยเฉพาะกับย่าของเขาที่บินมาเยี่ยมอยู่ตลอดทุก 2 เดือน ส่วนจะปรับตัวเข้ากับพ่อ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมาเยี่ยมเลยนั้น จากข้อสังเกตที่เราส่งเจ้าหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์ไปดู ที่เขามีลูกก่อนหน้าที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา 2 คน และกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น 4 คน พบว่าเขาก็เลี้ยงดูเป็นอย่างดี และสำหรับเด็ก 13 คนนี้ เขาก็ได้เสนอแผนการเลี้ยงดูมาแล้ว หากเข้าสู่วัยเรียน ได้เตรียมโรงเรียนนานาชาติที่มวกเหล็กไว้ ขณะเดียวกันยังได้เตรียมพื้นที่สร้างบ้านที่กรุงโตเกียวไว้รองรับในอนาคตด้วย” นายวิทัศน์กล่าว
ถามว่าสถานการณ์ภาพรวมการอุ้มบุญในประเทศไทยเป็นอย่างไรนั้น นายวิทัศน์กล่าวว่า ตั้งแต่มี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2558 กำหนดให้มีคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการมาพิจารณา ก็จะทำลักษณะนี้ไม่ได้แล้ว แต่กรณีนี้ใช้มาตรา 56 ซึ่งเป็นมาตราการที่ผู้ให้กำเนิดลูกสามารถร้องต่อศาลได้ ก็เป็นกรณีในบทเฉพาะกาล แต่หลังจากนี้ก็คงทำอย่างนี้ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ถือว่าคดีนี้เป็นที่สิ้นสุดแล้ว คงไม่มีใครมาอุทธรณ์ เพราะผู้อุ้มบุญที่เลี้ยงดูมาก็สละสิทธิ์ไปหมดแล้ว ส่วนหากมีหลักฐานใหม่แล้วจะอุทธรณ์หรือไม่นั้น ก็ไปว่ากันตามข้อเท็จจริงอีกที
อนึ่ง สำหรับมาตรา 56 ใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มีใจความสำคัญระบุถึงการอุ้มบุญที่เกิดก่อนกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ ให้ผู้ดำเนินการอุ้มบุญมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งรับรองเป็นบุตรได้

