พิพิธภัณฑ์อียิปต์โบราณ ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ นำเอา “สครีมมิง มัมมี” หรือมัมมีผู้กรีดร้อง” ออกมาจัดแสดงเป็นการชั่วคราวอยู่ในเวลานี้ เรียกความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจด้านอียิปต์ศึกษาจำนวนมาก เนื่องจาก
ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การจัดแสดงครั้งนี้จะคงอยู่ยาวนานเท่าใด นอกเหนือจากคำบอกเล่าที่ว่า การจัดแสดงครั้งนี้มีขึ้นหลังจากผลการศึกษาวิจัยของทีมวิจัยหลายคณะได้ข้อสรุปตรงกันว่า “สครีมมิง มัมมี” คือมัมมีของ “เจ้าชายเพนทาเวเร” ซึ่งปรากฏหลักฐานเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ว่า เป็นฆาตกรผู้พยายามกระทำปิตุฆาต ด้วยการลอบสังหาร ฟาโรห์ รามส์เสส ที่ 3 ผู้เป็นพระบิดา ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณระหว่างช่วง 1184 จนถึง 1155 ปีก่อนคริสตกาล
มัมมีเจ้าชายเพนทาเวเร ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “มัมมีบุคคลไม่ทราบชื่อ อี.”แต่มักเรียกกันทั่วไปจากลักษณะผิดปกติว่า “มัมมีผู้กรีดร้อง” นั้น ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เป็นมัมมีเพศชายอายุราว 18 ปี ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำมัมมีอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่มีการใช้ของเหลวเพื่อดองศพก่อนพันเป็นมัมมีเหมือนที่พบในมัมมีกษัตริย์และบุคคลชั้นสูงทั่วไป แต่ปล่อยให้กลายเป็นมัมมีเองโดยสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ โดยที่ยังคงลักษณะปากอ้าค้างเหมือนกรีดร้องตื่นตกใจหรือพยายามดิ้นรนก่อนเสียชีวิต อันเป็นที่มาของชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการดังกล่าว ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเองยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า มัมมีเจ้าชายเพนทาเวเรนี้เสียชีวิตขณะกรีดร้องจริงหรือไม่ หรือถูกตกแต่งให้มีสภาพเหมือนกรีดร้องหลังเสียชีวิตแล้ว แต่ชี้ให้เห็นว่า ก่อนกลบฝังมัมมีเจ้าชายเพนทาเวเรถูกหุ้มด้วยหนังแพะ ซึ่งในยุคอียิปต์โบราณถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์สำหรับประกอบพิธีกรรม
นอกจากนั้นมัมมีเจ้าชายเพนทาเวเรนี้ยังถูกฝังรวมกับมัมมีอื่นๆ แบบไม่ใส่ใจในสุสาน เดเอียร์ เอล-บาฮารี
ความพยายามในการลอบปลงพระชนม์พระบิดาของเจ้าชายเพนทาเวเร ดูเหมือนจะประสบผลสำเร็จ โดยจากการตรวจสอบด้วยเครื่องสแกนเมื่อปี 2012 ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษามัมมีฟาโรห์ รามส์เสสที่ 3 ระบุว่า ทรงสิ้นพระชนม์หลังจากถูกปาดพระศอ และหัวแม่เท้ายังถูกตัดขาด ซึ่งน่าเชื่อว่าจะเป็นผลมาจากการกลุ้มรุมทำลายตามแผนลอบสังหาร ซึ่งมีหลักฐานเอกสารระบุว่าเจ้าชายเพนทาเวเร เป็นผู้วางแผนร่วมกับพระนาง ติเย หนึ่งในพระสนมของรามส์เสสที่ 3
ทั้งนี้ ทีมวิจัยยังใช้การตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของรามส์เสสที่ 3 จนยืนยันได้ในที่สุดว่า “มัมมีบุคคลไม่ทราบชื่อ อี.” คือมัมมีของเจ้าชายเพนทาเวเร พระโอรสของฟาโรห์องค์นี้นั่นเอง และการที่ถูกประกอบพิธีทำมัมมีศพอย่างไม่เหมาะสมก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการลงโทษจากการกระทำปิตุฆาตดังกล่าว
ใน “จารึกตุลาการปาปิรุสแห่งตูริน” ซึ่งเป็นชื่อที่นักวิชาการใช้เรียกเอกสารบันทึกคดีบนกระดาษปาปิรุสของอียิปต์โบราณ ระบุถึงเหตุการณ์การดำเนินคดีต่อ เจ้าชายเพนทาเวเร เอาไว้ว่า มีฟาโรห์รามส์เสสที่ 4 ผู้สืบทอดราชบัลลังก์และกลุ่มปุโรหิตซึ่งยังคงจงรักต่อฟาโรห์รามส์เสสที่ 3 เป็นผู้กำกับดูแลการไต่สวน โดยมีคำกล่าวหาว่า เจ้าชายเพนทาเวเร สมคบกับพระนางติเย มารดา, นายทหารในกองทัพ และข้าราชสำนัก รวมถึงข้ารับใช้สตรีในฮาเร็มหลวงอันเป็นสถานที่ลอบปลงพระชนม์ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มคนร้ายที่เป็นมือสังหารเข้าถึงตัวฟาโรห์แห่งอียิปต์
ในบันทึกคดี ซึ่งแปลโดย เอ. เดอ บัค มีความตอนหนึ่งว่า เจ้าชายเพนทาเวเร ถูกนำมาไต่สวนด้วย “เพราะเป็นผู้สมคบคิดร่วมกับ ติเย ผู้เป็นมารดา เมื่อพระนางวางแผนเรื่องนี้ร่วมกับข้ารับใช้สตรีในฮาเร็ม” และ “มีคำขอให้พิจารณา ที่ประชุมการไต่สวนเจ้าชายลงความเห็นว่าพระองค์มีความผิด จึงปล่อยพระองค์ไว้เช่นนั้น พระองค์จึงกระทำอัตวินิบาตกรรม”
ความในเอกสารประวัติศาสตร์มีเพียงเท่านั้น ทำให้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการว่าเจ้าชายทรงฆ่าตัวตายอย่างไร โดยวิธีที่เป็นไปได้มากที่สุดมี 2 ทางคือ ใช้ยาพิษ และผูกคอตาย
ที่น่าสนใจก็คือ มัมมีพระศพของฟาโรห์รามส์เสสที่ 3 ถูกนำไปฝังไว้ในสุสานของพระองค์ที่ “หุบเขาแห่งกษัตริย์” หรือ “แวลเลย์ ออฟ เดอะ คิง” แต่ถูกเคลื่อนย้ายโดยโจรลักลอบขุดสุสานนำมัมมีรามส์เสสที่ 3 มาทิ้งรวมไว้กับห้องเก็บมัมมีที่ เดเอียร์ เอล-บาฮารี ร่วมกับมัมมีเจ้าชายเพนทาเวเร เรื่อยมา
กระทั่งมีผู้ค้นพบห้องเก็บมัมมีดังกล่าวในศตวรรษที่ 19 นี่เอง

