ใครก็ตามที่ร่วมอยู่ในงานเสวนาเชิงวิชาการ “5จี เปลี่ยนโลก เปลี่ยนประเทศไทย” ซึ่งทาง “มติชน” ร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และพันธมิตร อย่างหัวเว่ย, อีริคสัน, ควอลคอมม์ จัดขึ้นเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จะพบว่าจินตนภาพว่าด้วยวิถีชีวิตของสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบในอนาคตไม่พร่ามัว เลอะเลือนเหมือนที่ผ่านมา แต่ไม่เพียงแจ่มชัด มีสีสันมีชีวิตชีวาเท่านั้น ยังเป็นรูปธรรมชัดเจนจับต้องได้อีกด้วย
สังคมในอนาคตที่ทุกอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันและกัน เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และสร้างความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ให้เกิดขึ้นติดตามมา ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะการเชื่อมโยง สัมพันธ์กันระหว่างบุคคลต่อบุคคลเหมือนเช่นที่ผ่านมา เป็นสังคมใหม่ในอนาคตที่จำเป็นต้องมีเครือข่ายการสื่อสารไร้สายที่ใช้เทคโนโลยีรุ่นที่ 5 หรือที่เรียกกันว่า 5จี เป็นพื้นฐานรองรับ
เนื่องจากเพื่อเอื้อให้เกิดความเป็นจริงตามจินตนภาพดังกล่าวได้ เครือข่ายการสื่อสารไร้สายจำเป็นต้องมีความเร็วเพิ่มขึ้น สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อีก “อย่างน้อยที่สุด” 30 เท่าตัว เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นมหาศาล จากหลายร้อยล้าน เป็นหลายพันล้าน และอาจจะมากถึงล้านล้านอุปกรณ์ แบนด์วิธจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นมากมายเช่นเดียวกัน พร้อมกันนั้นความหน่วงของเครือข่ายและการตอบสนองของเครือข่ายต้องลดลงเหลือน้อยที่สุด เพียงไม่เกิน 0.3 มิลลิวินาทีเท่านั้น
อัน เจี้ยน ประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาดโซลูชั่นไร้สาย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด ยกรูปธรรมของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5จี เพื่อก่อประโยชน์ให้กับสังคม เพื่อให้บริการในเชิงพาณิชย์ เรื่อยไปจนถึงการประยุกต์ใช้เพื่อ “เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ” เอาไว้มากมาย ตั้งแต่การใช้โดรนเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย, การเชื่อมโยงการทำงานของหุ่นยนต์ในระบบการผลิต, การนำเสนอบริการความจริงเสริม (เออาร์) และความจริงเสมือน (วีอาร์) เป็นต้น
ในขณะที่ นายวุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ หัวหน้าฝ่ายเน็ตเวิร์ก โซลูชั่น บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่ 5จี สามารถก่อให้เกิดขึ้นได้ ตั้งแต่การเพิ่มพูนศักยภาพของโมบายบรอดแบนด์, การใช้เพื่อเชื่อมต่อรถขับเคลื่อนอัตโนมัติ เข้ากับอินเตอร์เน็ตและเชื่อมโยงรถอัตโนมัติแต่ละคันเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์กับโครงข่ายการจราจรทั้งหมด ที่เอื้อให้เกิดระบบการจัดการจราจรอัจฉริยะ อันเป็นพื้นฐานของเมืองอัจฉริยะขึ้นตามมา, การนำ 5จี มาใช้ในโรงงานการผลิต เพื่อขยายศักยภาพในการผลิตออกไปพร้อมๆ กับช่วยให้สามารถควบคุมได้โดยอัตโนมัติ, การประยุกต์ใช้ 5จี ในระบบบริหารจัดการด้านพลังงานและสาธารณูปโภค และสุดท้ายคือการนำ 5จี มาใช้ในทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพ
โจว ตงเฟย หัวหน้าฝ่ายผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี 5จี บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด ชี้ให้เห็นแนวโน้มสำคัญไว้ว่า กลางปี 2561 นี้ กลุ่มความร่วมมือที่ทำหน้าที่ออกมาตรฐานทางเทคนิค สำหรับเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ 3GPP (The 3rd Generation Partnership Project) จะกำหนดมาตรฐานบางส่วนออกมาเป็นจำนวนมาก และในปี 2562 จะออกมาตรฐานมาครบ ในขณะที่ประเทศต่างๆ ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี และในยุโรป เริ่มดำเนินการเชิงรุกเพื่อนำเทคโลยี 5จี มาใช้กันแล้ว
นั่นคือสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอเพื่อแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มของโลกเทคโนโลยีในอนาคตเป็นไปในทิศทางใด และจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตอันใกล้ ส่วนหนึ่งเพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้ไทยเราจะอยู่เฉยๆ แต่บรรดาสิ่งเหล่านี้ก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอน
แต่มีข้อมูลที่นำเสนออีกหลายๆ ส่วน สะท้อนชัดเจนว่าทำไมไทยเราจึงจำเป็นต้องตระเตรียมให้พร้อม ก้าวไปให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเป็นกระแสสำคัญระดับโลกเช่นนี้
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ระบุเอาไว้ชัดเจนถึง 10 ธุรกิจที่จำเป็นต้องพร้อมในการปรับตัวให้ทันท่วงทีกับการมาถึงของเทคโนโลยีในยุค 5จี ตั้งแต่ภาคการธนาคาร ที่เพียงแค่ในยุค 4จี ธนาคารพาณิชย์ก็จำเป็นต้องปิดทำการสาขาไปมากมายถึง 200 สาขาแล้ว รวมทั้ง อุตสาหกรรมการผลิต, อุตสาหกรรมการเกษตร, อุตสาหกรรมการขนส่ง เป็นต้น
ข้อเท็จจริงที่เลขาธิการ กสทช.สะท้อนออกมาให้เห็นนั้นคือธรรมชาติสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ก่อให้เกิดภาวะผันผวน (ดิสรัปทีฟ) ให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมดั้งเดิม ในเวลาเดียวกันก็ก่อให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ ผลประโยชน์ใหม่ๆ ที่มีมูลค่ามหาศาลขึ้นตามมา
คำถามก็คือ ไทยพร้อมที่จะสูญเสียมูลค่าและผลประโยชน์เหล่านี้ไปให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่กระโจนเข้าหาโอกาสใหม่ๆ นี้หรือไม่
หลู ลี่หมิง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและธุรกิจ 5จี บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด ให้มูลค่าของสิ่งที่จะเกิดขึ้นเอาไว้ว่า “5จี จะเพิ่มขีดความสามารถการผลิตได้ถึง 20 เท่า ลดความสูญเสียได้มากกว่า 30% โดยในปี 2562 จะเห็นว่า 5จี จะมีบทบาทในด้านการค้าของตลาดโลกมากขึ้นหรือมากกว่า 60% ของตลาด เช่น ในญี่ปุ่น จีน เกาหลี สหรัฐ และในปี 2563 ในหลายประเทศจะมีรถไร้คนขับอย่างแน่นอน”
ทั้งยังประเมินเอาไว้ว่า ในช่วงปี 2563 เป็นต้นไป การมาถึงของ 5จี จะทำให้ “เศรษฐกิจจะเติบโตสูงยิ่งขึ้น คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจจีนเติบโตมากกว่า 29% หรือมีมูลค่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2573 และทำให้เศรษฐกิจโลกมีมูลค่า 12.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2578 และทำให้เกิดการจ้างงาน 22 ล้านตำแหน่ง โดยเฉพาะในธุรกิจเทคโนโลยี ทั้งนี้ จะเห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกว่า 40% มาจากรายได้หรือประโยชน์จากการใช้ 5จี”
สุดท้ายก็คือ ถ้าหากไทยสามารถบรรลุผลการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 5จี ได้ หลู ลี่หมิง เชื่อว่า “ภายใน 20-30 ปี หลังจากนี้ ขนาดเศรษฐกิจไทยจะเติบโตขึ้น 5 เท่า และคาดว่ารายได้หรือประโยชน์จากการใช้ 5จี จะคิดเป็น 4.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)”
นายอเล็กซ์ ออเรนจ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภาครัฐประจำไต้หวัน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ของ ควอลคอมม์ อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ แสดงความเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยการระบุไว้ว่า “เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ ในอนาคต 5จี จะช่วยให้เราสามารถจัดการทรัพยากร การขนส่งต่างๆ ช่วยเรื่องสุขภาพ บางคนอาจใช้อุปกรณ์เพื่อดูแลสุขภาพ นำเทคโนโลยีมาใช้ในการเกษตร สร้างเมืองที่น่าอยู่ มีผลทางเศรษฐศาสตร์และผลกระทบต่อสังคม คาดว่าปี 2578 มูลค่าเศรษฐกิจของ 5จี จะอยู่ที่ 12 ล้านล้านดอลลาร์”
ทุกคนบนเวทีเสวนา แสดงความเชื่อมั่นว่าไทยเราจะสามารถนำเสนอบริการ 5จี ในเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2020 หรือปี 2563 นี้ ภายใต้ข้อแม้ว่า ทุกฝ่ายต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่บัดนี้ ในการแปรสิ่งที่เคยเป็นเพียงจินตนภาพให้กลายเป็นรูปธรรมขึ้นมาในความเป็นจริง
แน่นอน ความพร้อมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขจัดอุปสรรคที่ยังคงมีอยู่อีกหลายประการได้ ทุกฝ่ายยังคงต้องรอมาตรฐานเทคโนโลยี ในเวลาเดียวกันก็ต้องใคร่ครวญถึงเงินลงทุนเพื่อการนี้พร้อมกันไปด้วย เพราะโครงข่ายสื่อสารไร้สายที่รองรับเทคโนโลยี 5จี ได้นั้นจำเป็นต้องมีเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ดอยช์เทเลคอม เคยประเมินมูลค่าการลงทุนเพื่อสร้างเครือข่าย 5จี ในยุโรปเอาไว้ว่า อยู่ที่ระหว่าง 370,000 ล้านดอลลาร์ถึง 615,000 ล้านดอลลาร์
เงินลงทุนเฉพาะในประเทศไทย คงไม่มากมายถึงระดับนั้น แต่ยังคงมากมายอยู่ดี
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม ประเทศที่ภาครัฐเห็นดีด้วยกับผลประโยชน์ที่จะเกิดต่อสังคมโดยรวมของ 5จี และให้การสนับสนุนเต็มตัว 5จี จึงสามารถเกิดและรุดหน้าได้ก่อนใครนั่นเอง
ไทยเรา ติดอยู่กับ “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” มานานนักหนาแล้ว นี่เป็นโอกาสสำคัญต่อการพลิกฟื้นสถานะของประเทศ ก้าวหลุดจากกับดักนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกแล้ว

