ไม่ไหวแล้ว!! เสียงที่ไม่ถูกรับฟังของ ‘หญิงใต้’

13.03.18 | 10:52 น.

เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคมที่ผ่านมา คณะทำงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ นำเสนอข้อมูลผู้หญิงรับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนใต้ในรอบ 14 ปีที่ผ่านมา รวบรวมมาจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2547 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2561

ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

นางสาวลม้าย มานะการ ผู้ประสานงานวาระผู้หญิงชายแดนใต้ (PAOW) เปิดเผยว่า ในภาพรวมมีเหตุการณ์ความไม่สงบทั้งสิ้น 19,702 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 6,736 ราย บาดเจ็บ 13,334 ราย โดยพบว่ามีเหตุการณ์ความไม่สงบ และเป็นเหตุให้ต้องมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทุกเดือน ขณะที่เหตุการณ์ที่ผู้หญิงได้รับผลกระทบมีทั้งสิ้น 1,512 ครั้ง พบมากสุดในปี 2550 จำนวน 226 ครั้ง รองลงมาคือปี 2549 จำนวน 155 ครั้ง ขณะที่ปี 2560 ที่ผ่านมา มีจำนวน 40 ครั้ง

นางสาวลม้ายกล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้หญิงเสียชีวิตจำนวน 610 คน บาดเจ็บ จำนวน 2,397 ราย

“เมื่อแยกประเภทเหตุการณ์จะพบว่า ผู้หญิงถูกลอบยิงถึง 1,014 ครั้ง รองลงมาคือระเบิด 399 ครั้ง ทำร้ายร่างกาย 34 ครั้ง”

Advertisement

ทั้งนี้ เมื่อแยกตามศาสนาที่คนในพื้นที่ร้อยละ 90 นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนร้อยละ 10 นับถือศาสนาพุทธ

“ปรากฏว่าผู้หญิงที่นับถือศาสนาพุทธต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตถึง 1,820 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ส่วนผู้หญิงที่นับถือศาสนาอิสลามได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 1,139 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอมีสัดส่วนชาวไทยพุทธในพื้นที่น้อย แต่มีเปอร์เซ็นต์การสูญเสียมากกว่า ก็กลายเป็นช่องว่างความสัมพันธ์ สังคมที่เคยเป็นพหุวัฒนธรรมก็กลายเป็นสังคมที่มีอคติต่อกัน รู้สึกไม่ดีต่อกัน”

ขณะที่ช่วงอายุของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว พบช่วงวัยทำงานมากที่สุด จำนวน 1,953 ครั้ง รองลงมาคือเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 322 ครั้ง ขณะที่เมื่อแยกกลุ่มเหยื่อผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ พบว่ากลุ่มราษฎรได้รับผลกระทบมากที่สุด จำนวน 2,283 ครั้ง รองลงมาคือเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 323 ครั้ง ครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 89 ครั้ง พนักงาน/ลูกจ้างรัฐ-รัฐวิสาหกิจ จำนวน 73 ครั้ง นักเรียน นักศึกษา อส./ทหารพราน จำนวน 43 ครั้ง

“ถ้าเปรียบผู้หญิงคือความมั่นคงของชาติ แสดงว่าตอนนี้ชาติยังไม่มั่นคง เพราะผู้หญิงชายแดนใต้ขณะนี้ไม่มีความมั่นคงเลย แม้ผู้หญิงจะได้รับบาดเจ็บและตายร้อยละ 16 น้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้ชายที่ได้รับบาดเจ็บและตายร้อยละ 84 จากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็มีความหมาย มีนัยยะมหาศาลมากกว่านั้น” นางสาวลม้ายกล่าว

ขณะที่ นางสาวปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ นายกสมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า ผู้หญิงหลายคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นทั้งเหยื่อทางตรงและเหยื่อทางอ้อม อย่างเหยื่อทางตรงคือผู้หญิงที่ประสบเหตุ ทั้งถูกยิงและถูกระเบิด หรือต้องสูญเสียคนรักหรือคนในครอบครัวในเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างตนก็สูญเสียพี่สาวและพี่ชายรวม 4 คน ส่งผลกระทบให้มีเด็กกำพร้า 14 คนที่บ้าน ขณะเดียวกันเมื่อในพื้นที่ไม่มีความมั่นคง เชื่อว่าทุกภูมิภาคก็คงไม่มีความมั่นคง เพราะทหารตำรวจที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ก็ล้วนมาจากทุกภูมิภาคในประเทศ ฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็ทำให้มีแม่ม้ายและเด็กกำพร้าทุกภูมิภาค สะท้อนว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบในมุมกว้าง

“ที่กลุ่มผู้หญิงชายแดนใต้ต้องลุกขึ้นมาพูด เพราะตอนนี้เหตุการณ์ในพื้นที่ไม่ได้สงบลง เรามีคนเจ็บ คนตาย เกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งเราพยายามสะท้อนและตะโกนขึ้นไปว่า ไม่ไหวแล้ว พี่น้องของเราถูกเข่นฆ่าทุกวัน แต่เสียงของเราก็ไม่ถูกรับฟัง” นางสาวปาตีเมาะกล่าวและว่า

“ท่ามกลางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลุ่มผู้หญิงได้ลงพื้นที่เสี่ยง อาทิ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นคนในพื้นที่ ว่าอะไรคือข้อทุกใจและกังวลต่อการใช้ชีวิต แล้วอยากเรียกร้องอะไรกับผู้เจรจาทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม มาสะท้อนความต้องการ ได้เป็นที่คนในพื้นที่อยากได้พื้นที่สาธารณะปลอดภัย ดังนี้ อยากให้พื้นที่สาธารณะ ได้แก่ ตลาด ถนน โรงเรียน ศาสนสถาน มีความปลอดภัย คือต้องปลอดจากเหตุความรุนแรงและปฏิบัติการทางทหารของทุกฝ่าย ซึ่งจริงๆ ตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่ของผู้หญิงเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ของทุกเพศที่ผู้หญิงมองว่า จะทำให้ทุกชีวิตดำเนินไปอย่างปกติสุข รวมถึงสนับสนุนการพูดคุยสันติภาพ และบรรจุข้อเสนอพื้นที่สาธารณะปลอดภัยบนโต๊ะเจรจา”

นางสาวปาตีเมาะ กล่าวทิ้งท้ายว่า โดยสรุปความเห็นคนในพื้นที่และกลุ่มผู้หญิงชายแดนใต้ คือเราอยากเห็นสันติภาพและสันติสุข โดยมีข้อเสนอต่อภาครัฐ กองกำลังฝ่ายตรงข้ามรัฐ และภาคประชาสังคม รวม 5 ข้อ ดังนี้ 1.ต้องสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.สร้างความเป็นธรรม กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนให้เกิดขึ้นให้ได้ในพื้นที่ 3.สร้างสภาพเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน 4.เปิดโอกาสการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น การแสดงออกทางการเมืองโดยสันติวิธีของประชาชน 5.การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุศาสนิก ตรงนี้ไม่เพียงไทยพุทธและไทยมุสลิม แต่ยังรวมไปถึงความหลากหลายทางเพศ ชาติพันธุ์ต่างๆ ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

เสียงที่วอนขอให้รับฟัง

ลม้าย มานะการ
ปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ