
สำนักงานขยะอวกาศ ในสังกัดองค์การอวกาศแห่งยุโรป (อีเอสเอ) เปิดเผยความคืบหน้ากรณี เทียนกง-1 สถานีอวกาศของจีน หลุดออกจากการควบคุมและไม่สามารถติดต่อได้ ต้องปล่อยให้ลดระดับลงเรื่อยๆ และมีโอกาสตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศโดยไม่สามารถควบคุมได้ว่า ล่าสุด เทียนกง-1 โคจรอยู่รอบโลกที่ระดับความสูงเหนือพื้นผิวโลก 241.4 กิโลเมตร เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 29,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เนื่องจากเป็นการตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศแบบไร้การควบคุม ทำให้ยากต่อการคำนวณหากำหนดเวลาตกที่แน่นอนเช่นเดียวกับจุดตกที่แน่นอนได้ เนื่องจากมีตัวแปรอีกมากมาย อาทิ สภาพแวดล้อมในวงโคจรและอื่นๆ โฮลเกอร์ เครก นักวิชาการประจำสำนักงานขยะอวกาศของอีเอสเอ ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของ เทียนกง-1 มาตั้งแต่สูญเสียการควบคุมในปี 2016 ระบุว่า ตอนนี้เท่าที่สามารถบ่งชี้ได้แน่ชัดก็คือ จุดตกของ เทียนกง-1 จะอยู่ภายในอาณาบริเวณตั้งแต่ ละติจูดที่ 43 องศาเหนือเรื่อยลงมาจนถึงละติจูด 43 องศาใต้ โดยเทียนกง-1 จะไม่ตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศนอกอาณาบริเวณดังกล่าว และ เทียนกง-1 อาจตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศได้ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคมที่จะถึงนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด และอย่างช้าที่สุดน่าจะเป็นภายในวันที่ 19 เมษายนที่จะถึงนี้
อาณาบริเวณดังกล่าวยังคงกินพื้นที่ขนาดใหญ่รอบโลก ครอบคลุมเมืองใหญ่หลายเมือง ตั้งแต่นครลอสแองเจลิส, บางส่วนของนิวยอร์ก, ไมอามี, ริโอเดอจาเนโร, โรม, มุมไบ, ปักกิ่ง, กรุงเทพ, สิงคโปร์, โตเกียวและซิดนีย์ เป็นต้น โดยเมืองเหล่านี้มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน โดยโอกาสที่เทียนกง-1 จะตกกลับสู่บรรยากาศเหนือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศไทย มีความเป็นไปได้ 0.1 เปอร์เซ็นต์
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อกันว่า สถานีอวกาศความยาว 10.4 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.35 เมตร น้ำหนัก 8.5 ตัน ซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ เมื่อตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศจะเกิดการเสียดสี แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และลุกไหม้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเผาไหม้เป็นจุณ แต่จะหลงเหลือเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่หลงเหลือตกลงมาสู่พื้นโลก
โจนาธาน แม็คโดเวลล์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเฝ้าติดตามกรณีนี้มาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า ชิ้นส่วนที่น่าจะหลงเหลืออยู่มากที่สุดคือชิ้นส่วนเครื่องยนต์จรวด (ซึ่งใช้สำหรับยิงเพื่อปรับวงโคจรให้อยู่ในระดับที่สูงเหนือพื้นดินพอที่จะไม่ถูกแรงฉุดของบรรยากาศฉุดให้ตกลงมา แต่ เทียนกง-1 ไม่สามารถติดต่อเพื่อปรับระดับวงโคจรได้ตั้งแต่สูญเสียการควบคุมเมื่อปี 2016 ซึ่งในช่วงเวลานั้นจนถึงขณะนี้ควรยิงจรวดเพื่อปรับวงโคจรแล้ว 2-3 ครั้ง) ตัวเครื่องยนต์ดังกล่าวหนัก 100 กิโลกรัม ดังนั้น จึงอาจหลงเหลือตกสู่พื้นโลก
“ดังนั้น ใช่ โอกาสที่จะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นก็มี มันอาจจะทำให้รถของใครสักคนกลายเป็นเศษเหล็กได้ นอกจากนั้น อาจมีฝนโลหะชิ้นเล็กๆ อีกสองสามชิ้น พุ่งใส่หลังคาบ้าน แต่จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง” แม็คโดเวลล์ระบุ
องค์การแอโรสเปซ คอร์ปอเรชั่น หน่วยงานไม่แสวงหากำไรที่มีสำนักงานอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า โอกาสที่เศษซากของ เทียนกง-1 จะพุ่งตกลงมาใส่ใครสักคน มีความเป็นไปได้น้อย อย่างไรก็ตาม อันตรายจากเศษซากเหล่านั้นก็จะยังมีอยู่ โดยเฉพาะในกรณีที่ซากเครื่องยนต์จรวดหลงเหลือตกลงมา เนื่องจากไฮดราซีนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงนั้น เป็นสารอันตราย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสดา) ระบุว่า ไฮดราซีนเป็นอันตรายสูงมากและถือเป็นสารก่อมะเร็งก็จริง แต่การก่ออันตรายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ต้องสูดดมหรือสัมผัสสารดังกล่าวโดยตรงเป็นเวลานาน ในขณะที่ส่วนใหญ่ ไฮดราซีนมักถูกเผาไหม้ไปในระหว่างการตกฝ่าชั้นบรรยากาศลงมา
แต่ถึงกระนั้นองค์การอวกาศของหลายประเทศก็ได้รับแจ้งเตือนและให้ดำเนินมาตรการระวังไว้ก่อน ในกรณีที่บางส่วนอาจหลงเหลือตกลงมาสู่พื้นโลกนั่นเอง
