ปัญหา’เทียนกง-1’กับ’ขยะอวกาศ’ในอนาคต

4.04.18 | 13:38 น.
(ภาพ-Flickr-Amanda Slater, CC BY-SA และThe Aerospace Corporation-CORDS)

กรณีสถานีอวกาศ “เทียนกง-1” ของจีน ซึ่งตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศและอาจมีบางชิ้นส่วนที่เผาไหม้ไม่หมดตกลงสู่พื้นโลก ทำให้เกิดการเฝ้าระวัง ติดตามและตรวจสอบกันขนานใหญ่ว่าสามารถก่อให้เกิดอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใดกับมนุษย์บ้างหรือไม่ ยิ่งกลายเป็นกรณีที่เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหา “ขยะอวกาศ” มากยิ่งขึ้น

เนื่องจากเทียนกง-1 เป็นเพียงแค่ 1 ในขยะอวกาศจำนวนมหาศาลที่โคจรอยู่รอบโลกของเราเท่านั้นเอง

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือ ทุกๆ ครั้งที่เราส่งอะไรสักอย่างขึ้นสู่อวกาศ เราสร้างขยะอวกาศขึ้นมามากกว่าหลายเท่าตัว เช่นการส่งดาวเทียมสักดวงขึ้นไปสู่วงโคจร จำเป็นต้องอาศัยจรวดส่ง (บูสเตอร์) ที่ในที่สุดก็จะกลายเป็นขยะวนเวียนอยู่ในวงโคจรทันทีที่เชื้อเพลิงหมดและจรวดท่อนต่อไปถูกจุดระเบิดขึ้น ไม่นับเอาดาวเทียมดวงนั้นที่จะกลายเป็นขยะไปด้วยอีกชิ้นเมื่อหมดอายุการใช้งาน ในบางกรณียิ่งเลวร้ายกว่านั้น เช่น เมื่อปี 2009 ดาวเทียมสื่อสาร “เก่า” ดวงหนึ่งชนเข้ากับดาวเทียม “ใหม่” อีกดวง ก่อให้เกิดขยะขนาดเล็กนับแสนๆ ชิ้น

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมขยะอวกาศถึงมีมากมายนัก ถึงขนาดที่บางประมาณการระบุว่าอาจมีมากนับหลายล้านล้านชิ้นด้วยกัน

(ภาพ-Flickr-Amanda Slater, CC BY-SA และThe Aerospace Corporation-CORDS)

กรณีการตกกลับสู่ชั้นบรรยากาศ (รีเอ็นทรี) แบบไร้การควบคุมแบบเดียวกับเทียนกง-1 ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี 1979 เกิดกรณีคล้ายคลึงกันขึ้น เมื่อ “สกายแล็บ” สถานีทดลองลอยฟ้าของสหรัฐอเมริกาก็อยู่ในสภาพใกล้เคียงกัน เนื่องจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา ออกแบบสกายแล็บให้มีอายุการใช้งาน 9 ปี แต่ไม่ได้ออกแบบไว้ว่าจะควบคุมการตกกลับสู่โลกเอาไว้ให้ลงในจุดที่ต้องการ ผลก็คือ สกายแล็บก่อให้เกิดเศษซากชิ้นเล็กชิ้นน้อยตกลงสู่พื้นดินบริเวณรัฐออสเตรเลียตะวันตก

Advertisement

ตอนนั้น สำนักงานเมืองเอสเพอแรนซ์ รัฐออสเตรเลียตะวันตก ถึงกับออกใบสั่งปรับนาซาเป็นเงิน 400 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ฐานทิ้งขยะไม่เป็นที่ไปทั่วเมือง ค่าปรับที่ว่านี้มีการชำระกันแล้วเสร็จเมื่อปี 2003 คนจ่ายไม่ใช่นาซา แต่เป็นดีเจวิทยุอเมริกันรายหนึ่งซึ่งระดมเงินบริจาคจากผู้ฟังมาชำระหนี้ค่าปรับแทน

หลังจากกรณีดังกล่าว ยานอวกาศหรือดาวเทียมทั้งหลายที่ถูกส่งขึ้นไปสู่วงโคจรมักทำระบบควบคุมการตกกลับไว้ด้วย เพื่อให้ตกกลับลงมาในจุดที่มีผู้คนอาศัยอยู่น้อยหรือไม่มีเลย เช่นในทะเลทรายหรือในมหาสมุทร พื้นที่ยอดนิยมก็คือบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตรงกึ่งกลางระหว่างอเมริกาใต้กับนิวซีแลนด์ เพราะเป็นบริเวณที่มีคนอยู่อาศัยน้อยที่สุดของโลก บางคนเรียกบริเวณนั้นว่าสุสานอวกาศ ซึ่งบริเวณก้นทะเลมีชิ้นส่วนของอวกาศยานหลายร้อยหลายพันชิ้นลงไปสถิตอยู่ รวมทั้งสถานีอวกาศเมียร์ของรัสเซียที่ตกลงสู่ท้องทะเลนอกชายฝั่งฟิจิทางตะวันออกในเดือนมีนาคม ปี 2001

เพื่อควบคุมให้จุดตกอยู่ในบริเวณนั้น การรีเอ็นทรีแรกสุดมักจะต้องเกิดขึ้นในระยะห่างเหนือพื้นโลกระหว่าง 80-100 กิโลเมตร บนท้องฟ้าเหนือประเทศออสเตรเลียหรือไม่ก็นิวซีแลนด์ เพื่อให้ขยะอวกาศฝ่าบรรยากาศต่อไปอีกราว 15-20 นาที แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแผ่เป็นบริเวณกว้างหลายร้อยกิโลเมตรไปจนถึงหลายพันกิโลเมตร

เทียนกง-1 ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะภาคพื้นดินไม่สามารถติดต่อกับตัวยานได้และไม่สามารถทำให้ระบบควบคุมการรีเอ็นทรีทำงานได้

มนุษย์บนโลกเสี่ยงอันตรายจากการตกกลับแบบไร้การควบคุมทำนองเดียวกันนี้มากแค่ไหน?

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง แบรด อี. ทัคเกอร์ ศาสตราจารย์ทางดาราศาสตร์ฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (เอเอ็นยู) ระบุว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว มีเศษชิ้นส่วนทั้งที่เป็นขยะอวกาศและที่เป็นธรรมชาติ (เช่น อุกกาบาต) ตกลงสู่พื้นโลกวันละหลายร้อยหรือเป็นพันๆ ชิ้น แต่โอกาสที่ก่ออันตรายต่อมนุษย์นั้นมีน้อยมาก เหตุผลก็เพราะพื้นผิวโลกมีส่วนที่ไม่มีคนอยู่อาศัยอยู่มากกว่าพื้นที่มีคนอาศัยอยู่ มีทั้งที่เป็นมหาสมุทร, ทะเลทราย หรือภูเขา

จากพื้นผิวทั้งหมดทั่วโลก 500 ล้านตารางกิโลเมตร ถึงแม้เศษซากของขยะอวกาศจะกระจายเป็นพื้นที่กว้างถึง 1,000 ตารางกิโลเมตร ก็ครอบคลุมอาณาบริเวณเพียง 0.0002 เปอร์เซ็นต์ ของผิวโลกเท่านั้นเอง

บรรษัทการบินอวกาศเคยคำนวณเอาไว้ว่า โอกาสที่ใครจะถูกเศษซากของเทียนกง-1 ตกใส่นั้นมีโอกาสน้อยกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ถึง 1 ล้านเท่าเลยทีเดียว

แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเป็นอันตรายต่อมนุษย์เอาเลย ดังนั้น โครงการอวกาศใหม่ๆ ในเวลานี้จึงให้ความสำคัญต่อปัญหาขยะอวกาศอยู่ไม่น้อย ตัวอย่างเช่น จรวดส่ง “ฟอลคอน 9 เฮฟวี” ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ก็ออกแบบมาให้สามารถกลับคืนสู่พื้นโลกได้โดยปลอดภัยและนำกลับมาใช้ใหม่ได้

เช่นเดียวกับดาวเทียมทั้งหลายที่เล็กลงเรื่อยๆ เพราะนอกจากจะราคาถูกกว่า สร้างได้เร็วกว่าแล้วยังเผาไหม้หมดได้เมื่อตกกลับคืนสู่บรรยากาศโลกอีกด้วย