การเฝ้าระวังสถานการณ์สถานีอวกาศเทียนกง-1 ตกสู่โลกเมื่อช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นเดือนมีนาคมเป็นไปอย่างคึกคัก
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนัก งานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ใช้โอกาสนี้กระตุ้นให้สาธารณชน โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาให้หันมาสนใจอวกาศศึกษา โดยร่วมกับ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา จัดกิจกรรม “นับถอยหลังเทียนกง-1 ตกสู่โลก : บทสรุปจากห้วงอวกาศ” บริเวณลานเอเทรี่ยม ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ เมื่อบ่ายวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา จึงเต็มไปด้วยนักเรียนนักศึกษา
ไม่เพียงผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ครั้งนี้ อย่าง ดร.สิทธิพร ชาญนำสิน ผู้เชี่ยวชาญด้านกลศาสตร์วงโคจรจิสด้า ผศ.ดร.ชูเกียรติ น้อยฉิม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอวกาศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร้อยตรีพงศธร ศิริสาคร ผู้แทนจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ยังมี กฤษณ์ คุนผลิน ผู้แทน ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ (ประเทศไทย) ที่ชวนเยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งผ่านค่ายสเปซแคมป์ รุ่นแรก 3 คนมาร่วมวงเสวนา เป็นการเติมไฟฝันให้กับเยาวชนที่มาร่วมงานอีกคำรบหนึ่ง
เพราะอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป!

กฤษณ์ ในฐานะผู้แทนดูแลด้านทุนการศึกษา อธิบายให้ฟังว่า ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ (USSRC) เป็นศูนย์ออกแบบยานอวกาศอเมริกา ตั้งแต่ยุคเจมินีจนถึงปัจจุบัน นั่นคือยานอวกาศของอเมริกาจะถูกสร้างขึ้นที่เมืองฮันสวิลล์ รัฐอลาบามา แล้วขนไปยิงที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี้ ที่ฟลอริดา แต่มีศูนย์ควบคุมการยิงอยู่ที่เมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส
“หน้าที่ของศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ มี 2 ประการ คือ เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านยานอวกาศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดูแลงานโดยสมิธโซเนี่ยน และอีกหน้าที่คือ ให้การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับภารกิจการสำรวจอวกาศ”
สำหรับศูนย์ในประเทศไทย เพิ่งเปิดเมื่อ 19 สิงหาคม 2560 ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป้าหมายคือ การสร้างความร่วมมือกับกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา และหน่วยงาน องค์กรรัฐบาลและเอกชนไทย เพื่อหาทุนให้นักเรียนไทยมีโอกาสได้ไปเรียนด้านสะเต็ม (STEM) ในระดับที่มีส่วนเกี่ยวพันกับนาซ่าและองค์การด้านสะเต็มในระดับโลก ปีละ 3 ทุน
ปัจจุบันมีนักเรียนไทยที่ได้รับทุนแล้ว 2 รุ่น โดยรุ่นที่ 2 ขณะนี้กำลังเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา


กฤษณ์บอกว่า ปีหนึ่งมีนักเรียน 800-900 คนจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ โดยจะรับนักเรียนอายุ 14-18 ปี ปีแรกรับเฉพาะนักเรียนที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น ปัจจุบันรับทุกสัญชาติ โดยให้ทุนแก่นักเรียน 3 ทุน 2 ทุนแรกเป็นของนักเรียนไทย ส่วนทุนที่ 3 จะเปิดโอกาสให้กับทุกสัญชาติ
ทั้งนี้ จะต้องสอบวัดพื้นฐานทางด้านอวกาศ 100 ข้อ เพื่อคัดเลือก 21 คนมาเข้าแคมป์ ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (มจร.) ลาดกระบัง ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ 3 วัน 2 คืน แข่งขันด้านสะเต็ม ไม่ว่าจะเป็นการประกอบหุ่นยนต์ ประกอบรถแข่ง โดรน แข่งขันทั้งประเภททีมและบุคคล สุดท้ายจะได้รับการคัดเลือกแบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคือ ใช้ป๊อปปูลาร์โหวตก่อน แล้วจากนั้นจะต้องผ่านการคัดเลือกอีกครั้งโดยคณะกรรมการ 5 คน
ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 3 คน จะได้ทุนไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา 10 วัน เรียนวิชาการสำรวจอวกาศเบื้องต้น เกี่ยวกับจรวดรุ่น Space Launch System (SLS) ในโครงการเดินทางไปยังดาวอังคาร นอกจากนี้ ยังจะต้องฝึกการเดินอวกาศแบบไร้น้ำหนัก การนำยานสำรวจอวกาศขึ้นและลงจอดที่สถานีอวกาศเคนเนดี้ การบังคับยานสำรวจอวกาศส่วนบุคคล วิศวกรรมสถานีอวกาศนานาชาติ และการดำน้ำเพื่อฝึกการทำงานในชุดอวกาศในสภาพไร้น้ำหนัก เป็นต้น
วัตถุประสงค์ของการให้ทุนนี้มาจากวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีเคนเนดี้ คือเด็กนักเรียนรุ่นนี้ นาซ่า เรียกว่า Mars generation หรือ “คนยุคดาวอังคาร” เป้าหมายสำคัญของนาซ่าคือต้องไปที่ดาวอังคารและตั้งถิ่นฐานให้ได้ เพื่อ “กระจายตะกร้า” ความเสี่ยงจะได้มีเผ่าพันธุ์มนุษย์เหลืออยู่ ที่หน้าโรงเรียนที่เด็กๆ เหล่านี้ไปเข้าแคมป์ จะเขียนวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจน ว่า
“มนุษย์เรียนรู้ที่จะล่องเรือเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ ไปทั่วโลก มนุษย์ในยุคถัดมาจะต้องเรียนรู้ที่จะล่องและท่องไปในอวกาศเพื่อจะค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งการสำรวจและค้นพบนี้จะนำมาสู่เศรษฐกิจใหม่ๆ จึงต้องอัพเกรดระดับความรู้ของมนุษยชาติให้ทำงานร่วมกับเอไอตรงนี้”


เติมไฟฝันให้มุ่งมั่นเดินทางด้านนี้ต่อไป
ฟังทรรศนะจากผู้แทนศูนย์ USSRC แล้วมาฟังความคิดเห็นจากนักเรียนทุนโครงการ สเปซแคมป์ รุ่นแรกบ้าง
ชญานิษฐ์ โอภาสเสรีผดุง หรือ “น้องพอ” อายุ 18 ปี จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เล่าว่า เป็นคนที่สนใจด้านอวกาศอยู่แล้วเนื่องจากได้ดูสารคดี อ่านหนังสือเกี่ยวกับอวกาศ และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับคุณพ่อซึ่งชอบในเรื่องเดียวกันอยู่บ่อยครั้ง เมื่อทราบข่าวการเปิดรับสมัครเข้าโครงการสเปซแคมป์จึงไม่รีรอ

การได้เข้าค่ายสเปซแคมป์ 10 วันจึงเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า ที่ชญานิษฐ์บอกว่า เหมือนเติมความฝันที่มีอยู่ให้ลุกโชนขึ้นไปอีก ได้เห็นสิ่งที่เคยอ่าน เคยเห็นในอินเตอร์เน็ต ยังได้ทดลองสวมบทบาทของเจ้าหน้าที่นาซ่า ซึ่งไม่ได้มีแค่นักบิน แต่มีวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ยังได้ดำน้ำทดสอบในภาวะที่ไร้แรงโน้มถ่วง นั่งเก้าอี้ที่หมุนได้รอบทิศเป็นการฝึกภาวะที่เราไปอยู่ในอวกาศจริงๆ เป็นต้น
“จริงๆ อยากทำงานบนไอเอสเอส คือสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งจะโคจรรอบโลก ที่นั่นเปิดโอกาสให้ทั้งครู นักวิจัย ฯลฯ ได้ทำงานร่วมกัน มีความฝันว่าอยากจะขึ้นไปทดลองด้านวิทยาศาสตร์ เพราะชอบฟิสิกส์” และว่า
ตอนนี้ประเทศไทยยังมีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับด้านเหล่านี้น้อย มหาวิทยาลัยก็ยังไม่มีสาขาที่เปิดตรงเป๊ะสำหรับด้านดาราศาสตร์ เราไปเรียนรู้มาเยอะ จึงอยากถ่ายทอดให้เด็กๆ รุ่นต่อๆ ไปได้เรียนรู้ด้วย
“อย่างแรกที่ได้คือ แรงบันดาลใจ จากที่เราเคยอ่านมาตลอด ที่เคยได้แต่จินตนาการ การได้ไปได้เห็นของจริง และได้พูดคุยกับทุกคนที่มีความสนใจด้านนี้เหมือนกัน เป็นการเติมไฟให้เราอยากเดินทางด้านนี้ต่อไปและมีความมุ่งมั่นมากขึ้น จากนั้นเราก็ได้ฝึกทักษะต่างๆ มากขึ้น เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ จริงๆ”
สเปซแคมป์ ทำให้มั่นใจว่าจะอยู่กับมันทั้งชีวิตได้
ทางด้าน นาวิน งามภูพันธ์ หรือ “นิว” อายุ 18 ปี ปัจจุบันเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า สมัครเข้าร่วมโครงการเพราะอยากไปศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ

“ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ได้ทำสิ่งที่เราต้องการมาโดยตลอดตอนแรกก็ลังเล เพราะตรงกับวันที่สอบแพทย์ด้วย แต่สุดท้ายก็เลือกไป และไม่ผิดหวัง”
นาวินบอกว่า มีความฝันตั้งแต่เด็กๆ เวลาที่มองท้องฟ้าตอนกลางคืน มันสวยและดูยิ่งใหญ่มากมีดาวเป็นประกายเต็มไปหมด ประกอบกับคุณแม่มักจะซื้อหนังสือวิทยาศาสตร์มาให้ ซึ่งจะมีเรื่องเกี่ยวกับอากาศ เป็นเล่มโปรดที่อ่านบ่อยมากกว่าเล่มอื่น
“ตอนเด็กๆ ผมรู้สึกว่า เป็นนักบินอวกาศเท่มากเหมือนกับ นีล อาร์มสตรอง ที่ได้ไปเหยียบบนดวงจันทร์ วันหนึ่งอยากเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ได้ไปปักธงแบบนั้นบ้าง แต่การจะเป็นนักบินอวกาศได้ต้องมีสัญชาติอเมริกัน ซึ่งก็ยากพอสมควร พอตอนหลังๆ ผมสนใจเรื่องฟิสิกส์ดาราศาสตร์มากขึ้น จึงเบนเข็มอยากเป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์”
“ขนลุกครับ ขนลุกจริงๆ ครับ” นาวินเล่าถึงนาทีที่ได้เห็นศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ ที่อลาบามา
“คือตอนแรกเรานั่งรถบัสจากสนามบิน พอเข้าเขตเห็นกระสวยอวกาศ เป็นตัวเทสต์ที่ไม่ได้ใช้ขึ้นไปจริงชื่อ พาทไฟน์เดอร์ (Pathfinder) เห็นแล้วรู้สึกตื่นตะลึง เรามาถึงตรงนี้แล้วจริงๆ
“สิ่งที่ได้จากที่นั่น ผมคิดว่า แรงบันดาลใจ ผมอยากจะทำงานด้านนี้เพราะผมไปเห็นของจริงมาแล้ว ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้แหละเป็นเรื่องที่ผมสนใจ ไปแล้วมีความสุขมากๆ แสดงว่าเราน่าจะอยู่กับมันทั้งชีวิตได้ ทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเพราะเป็นช่วงที่ต้องตัดสินใจเลือกเรียนต่อพอดี สเปซแคมป์ทำให้ผมตัดสินใจเลือกตรงนี้ด้วย”

ผมอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง
ธีรเมธ กันภ์พิทยา หรือ “เจิ้น” เป็นอีก “มาร์สเจเนอเรชั่น” ที่ได้รับเลือกเป็นนักเรียนทุนรุ่นแรก เล่าว่า เหตุผลหนึ่งที่สมัครเข้าโครงการเพราะชอบที่ใช้กระบวนการสะเต็มในการแก้ไขปัญหา
และเมื่อได้เห็นยานอากาศจำนวนมากมาอยู่ตรงหน้า ธีรเมธ บอกว่า มันสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง เห็นความพยายามของคนที่พยายามทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ พยายามพัฒนาตัวเองตลอด ซึ่งจริงๆ แล้วปัญหาหลายอย่างที่เราแก้ได้ในปัจจุบันมันมาจากความพยายามที่เราแก้ในอวกาศ อย่างคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ตอนแรกก็เป็นเครื่องใหญ่ๆ พอเราต้องการที่จะทำอะไรต่างๆ ในอวกาศเราจึงทำให้มันหดมาเป็นไมโครชิป ซึ่งก็นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้
“ผมชอบคุยเล่นกับเพื่อนอยู่แล้ว เป็นเชิงจินตนาการว่า ต่อไปโลกจะเป็นอย่างไร จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน และเราจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างไร”

ธีรเมธบอก และว่า ไม่เพียงอยากเป็นวิศวกรที่เป็นระดับผู้บริหาร อย่าง ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี มจร.ลาดกระบัง ที่สำคัญคือ “อยากสร้างการเปลี่ยนแปลง”
“เพื่อนจากโรงเรียนผมก็ไปสมัครกันหลายคน ซึ่งจะมีการสอบ 2 ครั้ง รอบแรกทฤษฎีก็ผ่านกัน และได้ไปเข้าค่าย ผมมองว่าแค่ผมได้เข้าค่ายก็คุ้มแล้ว เพราะมันเป็นค่ายที่เหมือนกับให้วัตถุดิบต่างๆ มา และให้เราเอาไปแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง มันทำให้คนสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น
“ผมชอบที่เขาให้ดีไซน์สเปซคราฟต์ให้ทนอุณหภูมิติดลบเยอะ และความดันสูงๆ ได้ มันต้องรักษาอุณหภูมิทำให้คงสภาพได้ ซึ่งผมมองว่าสิ่งนี้เราสามารถเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เกือบทุกอย่าง ตั้งแต่การดูแลรักษาอุปกรณ์ ชิ้นเนื้อเยื่อ หรือการขนส่งสินค้าอะไรต่างๆ”
กับกรณีของสถานีอวกาศเทียนกง-1 ตก ธีรเมธ บอกว่า การที่เทียนกงตกแสดงถึงอะไรหลายอย่าง เช่น อาจจะผิดพลาดในด้านการควบคุม ซึ่งก็จุดประกายว่าขนาดจีนเป็นมหาอำนาจก็ยังมีช่องโหว่ทางด้านนี้ ซึ่งต่อไปการที่ต้องรับข้อมูลเข้ามาโพรเซสมากขึ้น ก็ต้องใช้รีซอร์ซพวกนี้มากขึ้นด้วย มันก็เหมือนให้ความสนใจว่าเรายังต้องพัฒนาอีกมาก
ปัจจุบันธีรเมธในวัย 17 ปี เพิ่มสำเร็จการศึกษาระดับมัธยม 6 จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้ทุนศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยวางเป้าหมายที่จะสมัครเข้าศึกษาต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อสานฝันต่อ
เป็นสามไฟฝันที่หยิบมาถ่ายทอด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจต่อไปยัง “มาร์ส เจเนอเรชั่น” คนอื่นๆ




