หน้าแรก ไลฟ์สไตล์ ชื่นมื่น รอยย...

ชื่นมื่น รอยยิ้มแห่งความสุข ‘เถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์’

11.04.18 | 13:59 น.

นับเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงาน “เถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์ ตำนานไทย” ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า เพื่อร่วมกันปลูกฝังความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณและอดีตพระมหาราช ทั้งยังส่งเสริม สืบสานศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามของชาติ ให้คนไทยได้รู้จักความหมายที่แท้จริงของประเพณีสงกรานต์ โดยตลอดการจัดงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน รื่นเริง และความสุขของพสกนิกรชาวไทยที่ไปร่วมงาน

พิธีมหามงคล “พสกนิกรร่วมสวดมนต์” เนืองแน่น

งานเถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์ ตำนานไทย จัดขึ้นทั้งหมด 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 6-8 เมษายน โดยวันแรก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีมหามงคลบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ สนามเสือป่า

 

ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมพโร) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระสงฆ์ รวมจำนวน 239 รูป นำสวดเจริญพระพุทธมนต์ พร้อมกันนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์หนังสือบทเจริญพระพุทธมนต์พระราชทานแก่ผู้มาร่วมพิธี โดยได้พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ประเพณีสงกรานต์จัดพิมพ์ลงบนปกหนังสือด้วย โดยมีข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยมาร่วมสวดมนต์อย่างล้นหลามจนแน่นสนามเสือป่า

Advertisement

โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ พระชัย (หลังช้าง) มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพิธี พระชัยองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงมีมาแต่เดิมครั้งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ทรงเชิญไปสักการะบูชาในการทำศึกสงครามทุกครั้ง โดยตั้งประดิษฐานในสัปคับช้าง จึงเรียกว่า พระชัย (หลังช้าง) และทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง จนได้เถลิงถวัลยราชสมบัติปราบดาภิเษก เป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระชัย (หลังช้าง) จึงเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ประชาชนจะได้มาร่วมสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและประเทศชาติ ทั้งเพื่อสืบสานพระราชปณิธาน “ธรรมราชินี” ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

ประชาชนร่วมสวดมนต์

นับเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยก่อนวันปีใหม่ไทยที่เป็นสิริมงคลยิ่ง

ชื่นมื่น “มหาสงกรานต์” แบบไทยๆ 

ภายหลังจากพิธีมหามงคล วันต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธกำเนิดกาสาวพัตร์ จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปประดิษฐาน ณ บุษบก กลางพระลานพระราชวังดุสิต เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำพระในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

บรรยากาศภายในงานก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นไทย ทั่วทุกพื้นที่ของงานที่มีแบ๊กกราวด์เป็น “พระที่นั่งอนันตสมาคม” เต็มไปด้วยประชาชนที่มาร่วมงานต่างนุ่งโจงห่มสไบเพื่อให้เข้าบรรยากาศ บางคนมาในชุดไทยแบบประยุกต์ ทั้งเสื้อและกางเกงผ้าโจงกระเบนสมัยใหม่ ไปจนถึงเสื้อลายดอกสีสันสดใสเข้ากับบรรยากาศสงกรานต์ ต่างพาสมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัยมาเที่ยวชมงานด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

บ้างจูงบุตรหลานมาร่วมก่อเจดีย์ทราย ที่ตั้งตระหง่านไว้กลางพระลานพระราชวังดุสิตอย่างสนุกสนาน โดยมีเหล่าจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ คอยประพรมน้ำรับเทศกาลสงกรานต์แบบไทยๆ แสดงความเคารพผู้สูงอายุ

ทั้งยังมีภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก เมื่อทุกคนต่างล้อมวงรำวงเคล้าเสียงเพลงเป็นกลุ่มใหญ่ แม้ว่าจะไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ทั้งยังได้เห็นลูกหลานในครอบครัวร่วมรดน้ำดำหัวคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย พ่อแม่ ผู้ใหญ่ที่เคารพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและอบอุ่นของครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงต่างๆ ให้ได้ชม ที่แทบจะเลือนหายไปแล้วในสังคมยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นเด็กไทย ชุดรีรีข้าวสาร แม่งูเอ๋ย มอญซ่อนผ้า แปะแข็ง รวมถึงโมงครุ่ม และกุลาตีไม้ การละเล่นของหลวงที่สืบมาแต่โบราณ ทั้งยังมีอาหารไทยโบราณอย่าง หมูสร่ง มาให้ลองลิ้มชิมรสอีกด้วย

สุภาณี จินทราคำ อายุ 70 ปี หนึ่งในผู้สูงอายุที่สวมใส่เสื้อลายดอกสีสันสดใสมาเที่ยวงานพร้อมกับครอบครัวทั้งสามี ลูกสาว ลูกเขย และหลานรวม 3 รุ่น กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า ดีใจที่ได้มาร่วมงานนี้ มาชิมอาหารไทยดั้งเดิมอย่างขนมจีนซาวน้ำ ที่หาทานอร่อยๆได้ยาก รวมถึงได้เห็นบรรยากาศแบบไทยๆ ที่ดูแล้วชื่นใจ ได้รำวงร่วมกับผู้อื่นอย่างสนุกสนาน ซึ่งปกติกิจกรรมเหล่านี้แทบไม่มีโอกาสได้ทำ

สุภาณี จินทราคำ (เสื้อลายดอก) และครอบครัว

“รู้สึกดีใจมากที่มีกิจกรรมเช่นนี้ช่วยฟื้นฟูวัฒนธรรมไทย และทำให้มีช่วงเวลาที่ดีของครอบครัว” สุภาณีกล่าวด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

ขณะที่ นวพร จิตฤทัยกาญจน์ และ พรสุดา อุตะมะ พร้อมเพื่อน ที่เดินทางมาร่วมงานในชุดที่ลงมือตัดเองจากแรงบันดาลใจของทองกวาว นางเอกจากละครมนต์รักลูกทุ่ง กล่าวร่วมกันว่า เมื่อครั้งงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว ก็ได้รวมทีมเช่าชุดมาร่วมงานกันนับ 10 คน แต่ครั้งนี้เพื่อนๆ ไม่ว่างจึงมากัน 3 คน ซึ่งเมื่อรู้ว่าจะมีงานก็รีบตัดชุดมางาน ถ่ายรูปไว้เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่ง

พรสุดา อุตะมะ (ซ้าย) – นวพร จิตฤทัยกาญจน์ (ขวา)

“ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นนี้ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้เห็นประเพณีไทยแบบโบราณจริงๆ ประพรมน้ำกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่ใช่สาดน้ำกันเหมือนงานอื่น เราก็ไม่ต้องเปียก ถือเป็นความสนุกสนานและประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ดี” นวพรกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“บิ๊กตู่” ครึกครื้น “เล่นน้ำสงกรานต์” 

เข้าสู่วันสุดท้ายของการจัดงาน ประชาชนก็ต่างให้ความสนใจมาร่วมงานกันอย่างคักคึกตั้งแต่เช้า ต่างต่อคิวกันสรงน้ำพระพุทธกำเนิดกาสาวพัตร์เพื่อความเป็นสิริมงคล ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ และซึมซับบรรยากาศสงกรานต์แบบไทยที่มีอยู่ทั่วบริเวณงาน

ในช่วงเย็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในชุดผ้าไหมไทยสีเหลืองทอง พร้อมด้วย นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ในชุดไทยจิตรลดาสีเหลืองทอง เดินทางมาเยี่ยมชมงานเถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์ ตำนานไทย พร้อมทั้งร่วมถวายพวงมาลัยและสรงน้ำพระพุทธกำเนิดกาสาวพักตร์ ณ บุษบก และก่อนกลับนายกฯได้ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์กับประชาชน โดยพรมน้ำแก่ประชาชนที่ติดตามเพื่อความเป็นสิริมงคล ตลอดจนทักทายประชาชนอย่างเป็นกันเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

“พระเจดีย์ทราย” สืบสานตำนานไทย 

ภายในงาน “เถลิงศกสุขสันต์ มหาสงกรานต์ ตำนานไทย” ณ สนามเสือป่า คณะผู้จัดงานได้ดำเนินการจัดการแข่งขันก่อพระเจดีย์ทราย เพื่อชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีผู้เข้าร่วมสมัครทั้งจากองค์กรภาครัฐ เอกชน ตลอดจนประชาชนและนักศึกษา รวมทีมกันไม่เกิน 10 คน เข้ามาร่วมแข่งขันจากทั่วประเทศ ทั้งหมด 44 ทีม

ผลงานของแต่ละทีมไม่ธรรมดา สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน ต่าง “ร้องว้าว” ในความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถของแต่ละทีมที่ก่อพระเจดีย์ทรายได้อย่างงดงาม ซึ่งนับเป็นภาพที่หาชมได้ยากในงานสงกรานต์สมัยนี้

สำหรับทีมที่คว้า “รางวัลชนะเลิศ” การแข่งขันก่อพระเจดีย์ทราย ตกเป็นของ “ทีมสาขาวิชาประติมากรรม วิทยาลัยเพาะช่าง เทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์” เจ้าของผลงานพระเจดีย์ทรายชื่อว่า “วาลิกา” มีความหมายว่า “ทราย”

พระเจดีย์ “วาลิกา” รางวัลชนะเลิศ – ทีมวิทยาลัยเพาะช่างฯ

นายวรเชษฐ์ ศรีสุบาล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ภาควิชาวิจิตรศิลป์ สาขาวิชาประติมากรรมสากลและจิตรกรรมสากล วิทยาลัยเพาะช่างฯ สมาชิกจากทีมวิทยาลัยเพาะช่างฯ กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับรางวัล

“ผม และเพื่อนๆ อีก 6 คน มาสมัครแข่งขันก่อพระเจดีย์ทราย เพราะมีความสนใจในศิลปวัฒนธรรมไทย และไม่เคยร่วมแข่งขันในลักษณะนี้มาก่อน จึงคิดว่าน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะในชั่วโมงเรียนเคยใช้แต่ดินเหนียว การประกวดเจดีย์ทรายจึงเป็นผลงานประติมากรรมที่ใช้ทรายเป็นครั้งแรก มีความยากกว่ามาก เพราะทรายมีความร่วนไม่ยึดติดกันเป็นก้อน จึงต้องใช้ไม้มาช่วยเสริมในการยึดฐานเจดีย์ให้สมดุล และใช้น้ำในการยึดทรายให้พระเจดีย์อยู่ทรง ตลอดจนคิดว่าความโดดเด่นที่ทำให้ได้รับรางวัลคือรูปทรงพระเจดีย์ทรายที่ก่อเป็นทรงลังกา สมัยอยุธยา ที่มีความงามเป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับการใช้วัสดุธรรมชาติทั้งหมด ทั้งดอกไม้ที่ประดับ ตลอดจนไม่ใช้กาวหรือโฟมในการช่วยยึดให้อยู่ทรง” นายวรเชษฐ์กล่าว

ทีมวิทยาลัยเพาะช่างฯ – วรเชษฐ์ (คนที่2จากทางซ้าย)

ส่วนทีม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมกลุ่มอนุรักษ์เจดีย์ทรายตำนานไทย, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ ทีมสี่สหาย, ทีมกองบัญชาการกองทัพไทย และ ทีมศูนย์การบินทหารบกลพบุรี โดยได้รับรางวัลเป็นโล่พระราชทานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมบัตรของขวัญพระราชทาน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 – ทีมกลุ่มอนุรักษ์เจดีย์ทรายตำนานไทย
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 – ทีมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
รางวัลชมเชย – ทีมกองบัญชาการกองทัพไทย
รางวัลชมเชย – ทีมสี่สหาย
รางวัลชมเชย – ทีมศูนย์การบินทหารบก ลพบุรี

และอีก 1 รางวัลพิเศษ “ขวัญใจมหาชน” ที่งานนี้ตกเป็นของทีมจากสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งกอบโกยผลคะแนนมาจากการโหวตของประชาชนผู้เข้าร่วมงานไม่หยุด เพราะมาในแนวคิด “ออเจ้า เล่าขาน สงกรานต์ไทย” เกาะกระแสฮิตมาแรงในตอนนี้อย่างละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ก่อพระเจดีย์ทรายเป็นรูปทรง “วัดไชยวัฒนาราม”

รางวัลขวัญใจมหาชน – ทีมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

นับเป็นงานมหาสงกรานต์ที่สืบสานตำนานไทยที่เปี่ยมไปด้วย    ความสุขของคนไทย