จุนโกะ อีซูกะ ยังจำได้แม่นถึงวันที่เธอถูกพาไปโรงพยาบาลตอนเป็นสาวรุ่นและ “ถูกบังคับจับทำหมัน” เธอยังจำได้ถึงวันที่แม่บุญธรรมยื่นข้าวปั้นให้เธอระหว่างยืนอยู่ด้วยกันที่ริมแม่น้ำ จากนั้นแม่บุญธรรมก็พาเธอไปหาหมอโดยไม่อธิบายเหตุผลใดๆ
อีซูกะ ซึ่งขอใช้ “นามแฝง” นี้ในการบอกเล่าประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดของเธอเล่าว่า เธอฟื้นขึ้นมาบนเตียงคนไข้ที่โรงพยาบาล พร้อมรอยแผลผ่าตัดแนวตั้งขนาดใหญ่ตรงบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเธอก็ยังไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับเธอ?
จากรายงานข่าวของเอเอฟพี เล่าว่าอีซูกะ ในวัย 70 กว่าเป็นหนึ่งในหญิงชายหลายพันคนที่ถูกบังคับจับทำหมัน ภายใต้โครงการที่เธอเรียกว่า “eugenics” หรือ สุพันธุศาสตร์ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีกฎหมายบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2492 มาถึงปี 2539 เพื่อจัดการกับผู้ที่มีความพิการ
หลังถูกจับทำหมัน อีซูกะก็ถูกส่งตัวกลับไปอยู่กับพ่อแม่แท้ๆ ของเธอ และได้รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เมื่อเธอได้ยินพ่อแม่พูดกันว่า เธอถูกจับทำหมันแล้ว
“นั่นเป็นจุดเริ่มต้นความเจ็บปวดของฉัน” อีซูกะ หญิงชราบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี ที่บ้านหลังเล็กแต่สะอาด และจัดแต่งได้พิถีพิถันของเธอ

เอเอฟพีระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นยอมรับว่ามีคนราว 16,500 คน ที่ถูกบังคับทำหมันภายใต้กฎหมาย ที่ออกมาบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 ที่กฎหมายอนุญาตให้แพทย์สามารถทำหมันบุคคลที่มีพันธุกรรมมีความบกพร่องทางเชาวน์ปัญญา เพื่อป้องกันการเกิดลูกหลานที่มีคุณภาพต่ำ
อย่างไรก็ตาม สำหรับอีซูกะ เธอไม่เคยได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่าเธอมีความพิการใดๆ ถึงแม้เธอจะถูกแม่บุญธรรมส่งตัวคืนพ่อแม่บังเกิดเกล้าตอนเธออายุ 14 ด้วยเหตุผลว่า เธอมีความบกพร่องทางเชาวน์ปัญญา
อีซูกะเล่าว่า ต่อมาพ่อของเธอได้เล่าให้ฟังว่า พ่อของเธอถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบีบบังคับให้เซ็นยินยอมให้ทำหมันเธอ และเรื่องนี้ก็ตามหลอกหลอนเธอมานานหลายสิบปี
“เมื่อฉันย้ายมาอยู่ที่โตเกียว ฉันเคยไปที่โรงพยาบาล ถามหมอว่าหมอสามารถทำอะไรที่จะแก้หมันให้ฉันได้ไหม หมอตอบว่า ไม่มีทางทำได้”
หญิงชราเล่าว่า เพราะรู้ตัวว่าไม่สามารถให้กำเนิดลูกได้ ทำให้ตอนเป็นสาว เธอปฏิเสธหนุ่มๆที่มาขอแต่งงานไปแล้วหลายคน แต่ในที่สุด เธอก็ยอมแต่งงาน และตัดสินใจรับเด็กชายมาเลี้ยงเป็นลูก
“แต่ถึงกระนั้น ฉันก็ยังนึกอิจฉาเพื่อนๆ เมื่อเห็นพวกเขามีหลานๆ มาเยี่ยม” อีซูกะบอก
จากรายงานข่าวของเอเอฟพีเล่าว่า เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่อีซูกะพยายามต่อสู้เรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับเธอ แต่ทุกครั้งเธอก็จะได้รับคำตอบเดียวกลับมา นั่นก็คือ การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ณ เวลานั้น และเธอก็ไม่เคยได้รับคำกล่าวขอโทษ หรือค่าชดเชยใดๆ จากรัฐบาล

มิชิโกะ ซาโตะ เล่าให้เอเอฟพีฟังว่า เธอก็เคยได้ยินเรื่องราวเดียวกันนี้ที่เกิดกับยูมิ น้องสะใภ้ของเธอ ซึ่งตอนนี้มีอายุ 60 กว่าเช่นเดียวกับเธอ โดยเล่าว่า เธอรู้เรื่องนี้ หลังจากยูมิ แต่งงานเข้ามาเป็นคนในครอบครัวซาโตะเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว
“ตอนนั้นฉันอายุ 19 ยูมิอายุ 18 ตอนฉันได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรกจากปากแม่ของยูมิ ฉันรู้สึกเศร้าใจแทนแม่ลูกทั้งสอง ฉันไม่กล้าถามว่าทำไม เพราะรู้สึกว่ามันจะเป็นคำถามที่โหดร้าย ทำลายความรู้สึกเกินไป ฉันเฝ้าสงสัยมานานหลายปีว่าทำไมยูมิถึงทำหมัน จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ที่ฉันรู้ว่าเธอถูกบังคับจับทำหมันตอนอายุ 15”
มิชิโกะเล่าว่า ความพิการทางเชาวน์ปัญญาของยูมิ เกิดจากความผิดพลาดในการดมยาสลบ ระหว่างเธอเข้ารับการผ่าตัดตอนเป็นทารก และส่งผลให้เธอต้องถูกบังคับจับทำหมันเมื่อตอนอายุ 15
ณ วันนี้ มิชิโกะกำลังช่วยยูมิยื่นฟ้องรัฐบาลเพื่อเรียกร้องค่าชดเชย และคำขอโทษ ซึ่งน่าจะเป็นคดีแรกของเรื่องราวแบบนี้ แต่ก็มีข่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นขอให้ศาลไม่รับฟ้อง
“ทุกวันนี้คนพิการยังคงถูกสังคมตีตราบาปให้อยู่แล้ว และนี่ก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้”
มิชิโกะยังยกเหตุการณ์ฆาตกรรมคนพิการที่เกิดขึ้นในกรุงโตเกียวเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผู้กระทำผิดอ้างว่า เขาทำไปเพราะต้องการกำจัดผู้มีความบกพร่องทางจิตไปจากโลก
“เราต้องช่วยกันเปลี่ยนความคิดแบบนี้ คนพิการก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา และมีค่าสำหรับครอบครัวของเขา”
คดีที่ มิชิโกะกำลังยื่นฟ้องรัฐบาล ยังช่วยกระตุ้นให้เหยื่อคนอื่นๆ กล้าก้าวออกมา รวมทั้งชายชราวัย 70 เศษรายหนึ่งที่เล่าว่า คดีนี้ทำให้เขาได้คิดถึงเหตุการณ์แบบนี้ที่เกิดขึ้นกับเขา
“ผมอยู่กับความรู้สึกเสียใจมานานหลายปี” ชายผู้นี้ให้สัมภาษณ์นักข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ
เขาเล่าว่า ถูกบังคับทำหมันตอนเป็นวัยรุ่น และเขาไม่เคยกล้าเล่าเรื่องนี้ให้ภรรยาฟัง จนกระทั่งก่อนเธอตายเมื่อปี 2556 ที่เขายอมเปิดปากเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง
“ผมรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นภรรยากอดลูกของคนอื่น ผมแบกความทุกข์นี้อยู่ในใจมานาน … ผมอยากได้ชีวิตของผมคืนมา”
อนึ่ง จากข่าวว่า เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ฝ่ายนิติบัญญัติให้คำมั่นว่าจะพิจารณาการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยจะออกร่างกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ในปี 2562 แต่เหยื่อ และผู้สนับสนุนก็ว่าขั้นตอนดังกล่าวดำเนินไปอย่างเชื่องช้ามาก
“ฉันกำลังใกล้จะลงหลุมศพเต็มแก่แล้ว ผู้ได้รับผลกระทบทุกคนก็ต่างมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น กรุณาดำเนินการให้เร็วๆ ด้วยเถิด” อีซูกะ ซึ่งกำลังต่อสู้กับโรคมะเร็งเต้านม กล่าวต่อฝ่ายนิติบัญญัติเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

