จาก “กองขยะ” สู่ “พื้นที่สุขภาวะสร้างสุข” ชาวชุมชนหลังม.สยาม

3.05.18 | 12:37 น.

ด้วยแรงผลักดันของ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมหาวิทยาลัยสยาม ประกอบกับความร่วมมือของชาวบ้านในพื้นที่เขตภาษีเจริญได้เปลี่ยน “ขยะกองโต” ที่มีระดับความสูงเกือบเท่าบ้านคน ให้เป็นพื้นที่สุขภาวะของชุมชน เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการพบปะสังสรรค์ ออกกำลังกาย และจัดกิจกรรมเพื่อส่วนรวม

โดยได้จัดพิธีเปิด “สวนสุขภาวะ และห้องสมุดกำแพง” ณ สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้ หลัง ม.สยาม รุ่งฟ้า 36 เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

ในพิธีเปิด “สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสยาม” ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม มีชาวบ้านในชุมชนตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่แต่งกายในชุดไทย ไปจนถึงกลุ่มนักปั่นจักรยานที่มาใช้พื้นที่สวนสุขภาวะแห่งนี้เป็นจุดนัดหมาย เดินทางมาเข้าร่วมอย่างคับคั่ง บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความสนุกสนาน

จนลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้พื้นที่ตรงนี้เคยเป็น “กองขยะ”

นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พื้นที่ชุมชนหลังม.สยาม เป็นพื้นที่ที่ได้รับการร้องเรียนอยู่บ่อยครั้งในเรื่องความปลอดภัยที่กลายเป็นสถานที่มั่วสุมตอนกลางคืน ประกอบกับมีทัศนียภาพ และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้ถนนสายนี้ที่ตัดผ่านในหมู่บ้านไม่ค่อยมีคนอยากสัญจรนัก เพราะรู้สึกกลัว จุดนี้สอดคล้องกับนโยบายของทาง กทม. ที่กำหนดให้เปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมเป็น “พื้นที่ชุมชนสามัคคี สร้างสุขภาวะดีเพื่อชีวิต”

Advertisement
นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าฯ กทม. (กลาง)

ขณะที่ ดร.นพ.ไนโรจน์ เสาน่วม ผอ.สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ด้วย สสส. มีความตั้งใจที่จะจัดการให้เกิดพื้นที่สุขภาวะต้นแบบใน 9 รูปแบบการจัดการ ซึ่ง 1 ในนั้น คือพื้นที่ชุมชนหรือย่านเมืองที่สามารถ “พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ได้” และพื้นที่ชุมชนหลังม.สยาม ก็ได้รับเลือก และถูกพัฒนาจนกลายเป็นสวนพื้นที่สุขภาวะฯ ที่มีความพิเศษคือ มี “ห้องสมุดกำแพงแห่งแรกในประเทศไทย” เป็นแหล่งข้อมูลสุขภาพบนกำแพง และมีหนังสือหลากหลายประเภทให้คนในชุมชนได้ยืมไปอ่านด้วย

ดร.นพ.ไนโรจน์ เสาน่วม

ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี ม.สยาม เผยว่า ม.สยามได้ฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาในเขตภาษีเจริญ นอกจากจะทำงานร่วมกับเขตภาษีเจริญเพื่อพัฒนาพื้นที่สุขภาวะในชุมชนรอบข้างมาโดยตลอด แล้ว ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่หลังบ้านของตนเองให้ดีขึ้้นด้วย จึงไม่ลังเลที่จะให้ความร่วมมือในการพัฒนาสวนพื้นที่สุขภาวะฯ แห่งนี้

“โดยทางม.สยามได้กำหนดนโยบายว่านศ.ต้องเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม และชุมชน โดยใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ เป็นห้องทดลองเสมือนจริง ที่นศ.สามารถเรียนรู้ศาสตร์จากสังคมภายนอกห้องเรียน และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ฉะนั้นไม่เพียงแต่เป็นการสร้างแหล่งเรียนรู้ที่ดีให้ชุมชน แต่ทางมหาวิทยาลัยยังได้รับประสบการณ์ และสิ่งดีๆจากชุมชนกลับคืนมาอีกด้วย” ดร.พรชัย กล่าว

ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี ม.สยาม (ขวา)
พื้นที่กองขยะ
พื้นที่กองขยะ
พื้นที่กองขยะ
สวนพื้นที่สุขภาวะฯ
สวนพื้นที่สุขภาวะฯ
สวนพื้นที่สุขภาวะฯ
สวนพื้นที่สุขภาวะฯ
ห้องสมุดกำแพงแห่งแรกในประเทศไทย
ห้องสมุดกำแพงแห่งแรกในประเทศไทย

ส่วน นายสัณห์ฉัตร ศรีอรุณสว่าง เจ้าของบ้านติดกับพื้นที่สุขภาวะ กล่าวว่า แต่ก่อนพื้นที่ตรงนี้ในสมัยที่ตนยังเป็นเด็ก เป็นพื้นที่เกษตรกรรม สวนผลไม้ ซึ่งต่อมาเมื่อกลายเป็นพื้นที่เมือง สวนจึงหายไปกลายเป็นกองขยะที่ทำให้ตนต้องกังวลใจอยู่ตลอดเวลาในเรื่องความปลอดภัยทั้งจากอุบัติภัย หรือภัยร้ายจากคน

“เคยมีครั้งหนึ่งที่กองขยะติดไฟแล้วเริ่มลุกลาม แต่โชคดีที่วันนั้นผมอยู่บ้าน และสังเกตเห็นก่อนจึงรีบฉีดน้ำเข้าไปดับไฟได้ทัน ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าจะต้องเกิดความสูญเสียเท่าไหร่ ยังไม่นับเรื่องกลิ่นขยะ และความรกร้างที่ทำให้กังวลเรื่องงูเงี้ยวเขี้ยวขออยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ความกังวลใจได้หายไปแล้ว ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมมือกัน” เจ้าของบ้านกล่าว

อย่างไรก็ตามสวนสุขภาวะแห่งนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากขาดแม่งาน อย่าง ผศ.ดร.กุลธิดา จัทร์เจริญ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน ม.สยาม ที่เล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มว่า ตอนที่ได้รับโจทย์จากสสส. ว่าให้ช่วยปรับเปลี่ยน และพัฒนาพื้นที่รกร้างตรงนี้ให้เกิดประโยชน์

ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน สารภาพด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนั้นคิดว่าเป็นไปไม่ได้” ด้วยเหตุผลที่ว่าตนคุ้นชินกับการลงไปทำงานร่วมกับชาวบ้านในต่างจังหวัด ซึ่งให้ความร่วมมือดีกว่าคนในเมือง แต่ในพื้นที่เขตในเมืองนั้นผู้คนต่างใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ ดังนั้นพื้นที่ส่วนรวม และกิจกรรมที่ทำร่วมกันมีน้อยมาก จึงทำให้ค่อนข้างกังวล

“ฉะนั้นกลยุทธ์ที่วางไว้คือ การทำให้คนในชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่ ก่อเกิดเป็นความหวงแหน และอยากดูแลรักษา ทำให้ระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนาจากกองขยะ สู่สวนพื้นที่สุขภาวะฯที่พร้อมใช้งานจริง ล่วงเลยมาถึง 4-5 ปี”

และในวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า “สามารถทำได้จริง”

ชาวบ้านในชุมชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการพัฒนา ตั้งแต่การปรับพื้นที่ที่ได้รับความร่วมมือจากเขตภาษีเจริญช่วยขนขยะออกไป จากนั้นชาวบ้านก็มาช่วยกันลงแรงปรับพื้นที่ให้เป็นที่โล่งกว้าง จัดทำเก้าอี้นั่ง ปูพื้น ไปจนถึงการถางหญ้า และคอยตรวจตราดูแลรักษาความสะอาด จนกลายเป็นพื้นที่สร้างเสริมสุขภาวะที่น่าภาคภูมิใจในวันนี้” ผศ.ดร.กุลธิดา กล่าว

เพราะฉะนั้น คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า “สวนพื้นที่สุขภาวะแห่งการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสยาม” แห่งนี้ ได้เปลี่ยนจากพื้นที่รกร้าง “ใช้งานไม่ได้” เป็นพื้นที่สุขภาวะเพื่อทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในชุมชน จากความร่วมแรงร่วมใจของหลายๆ ฝ่าย

หากเริ่มต้นด้วย “แรงเดียว” อาจจะไม่สำเร็จ แต่เพราะมี “หลายแรง” ร่วมใจ จึงเกิดเป็นผลลัพธ์ที่งดงาม

ผศ.ดร.กุลธิดา จัทร์เจริญ