ในเวทีการประชุมนักพัฒนาประจำปี (F8) ล่าสุดของยักษ์โซเชียลเน็ตเวิร์กโลก “เฟซบุ๊ก” พี่มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก สามารถเรียกเสียงฮือฮาได้อีกครั้ง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องข้อมูลผู้ใช้บริการรั่วอันลือลั่นก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย แต่ได้พูดถึงฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่เฟซบุ๊กอยู่ระหว่างการพัฒนาอย่างขะมักเขม้น และคาดว่าจะออกมาใช้ได้ในปลายปีนี้
ฟีเจอร์ดังกล่าวเป็นฟีเจอร์ช่วยหาคู่ (Dating) จึงน่าจะเหมาะกับคนโสดโดยเฉพาะ จะโสดจริงไม่จริงไม่รู้
จากฐานข้อมูลผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่มีมากกว่า 2.2 พันล้านคนทั่วโลกนั้น มีกลุ่มที่ระบุสถานะในโปรไฟล์ว่า “โสด” มากถึง 200 ล้านคน
กลุ่มเป้าหมายที่น่าจะอยากใช้บริการจึงมีขนาดใหญ่มาก
“ซักเกอร์เบิร์ก” อธิบายว่า ฟีเจอร์หาคู่บนแพลตฟอร์ม “เฟซบุ๊ก” ที่กำลังพัฒนาอยู่นี้มีระบบปิด และการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดีทำให้ผู้ใช้บริการไม่ต้องเป็นห่วงว่าญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่เป็นเพื่อนกันใน “เฟซบุ๊ก” จะล่วงรู้ว่าคุณกำลังใช้บริการ “หาคู่” นี้อยู่
โดยผู้ใช้จะสามารถสร้างโปรไฟล์แยกออกมาจากบัญชีเฟซบุ๊กเดิม เพื่อไว้สำหรับนัดเดตต่างหากได้ และตัวระบบจะแนะนำโปรไฟล์ของเราให้คนอื่นที่ไม่ได้เป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก โดยประมวลผลจากความสนใจ รสนิยม กลุ่มเพื่อนที่เหมือนกัน และกิจกรรมต่างๆ ที่มีเหมือนกัน
เรียกว่ามีการจับคู่จากรสนิยม ความชอบ ความเชื่อ และความน่าจะเข้ากันได้จากการใช้ฐานข้อมูลมหาศาลที่ผู้ใช้บริการใส่รายละเอียดไว้ และสิ่งที่แสดงบนเฟซบุ๊กนั่นเอง
ถือเป็น “แม่สื่อไฮเทค” โดยสมบูรณ์แบบ และเป็นการตอกย้ำจุดยืนที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าต้องการมีส่วนในการกระชับความสัมพันธ์ในหมู่เพื่อนฝูงพี่น้องให้แนบแน่นมากขึ้น จนเป็นสาเหตุของนโยบายลดการเข้าถึงเนื้อหาข้อมูลจากแบรนด์สินค้า และเพจต่างๆ ลงจนเดือดร้อนบรรดาเพจดัง และสำนักข่าวต่างๆ ต้องปรับตัวกันจ้าละหวั่นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
สำหรับฟีเจอร์หาคู่ที่กำลังจะออกมาจะกระทบในวงย่อมลงมาหน่อย เพราะมีผลกับบรรดาเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการหาคู่ทั้งหลาย ซึ่งคงต้องหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อยักษ์ใหญ่ระดับ “เฟซบุ๊ก” ลงมาเล่นในเวทีเดียวกัน
จะสร้างแรงกระเพื่อมขนาดไหน ต้องรอดูกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม สื่อออนไลน์ไม่ได้มีไว้เพื่อกระชับความสัมพันธ์หรือมีแต่มุมหวานชื่นมื่นเพียงอย่างเดียว
เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส “แคสเปอร์สกี้ แลป” ได้ร่วมกับ “บริษัทโทลูนา” จัดทำรายงานการวิจัยเกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์ร่วมกันของคู่รักพบว่า เป็นการยากขึ้นมากสำหรับบรรดาคู่รักที่จะขีดเส้นความเป็นส่วนตัวในโลกที่เต็มไปด้วยออนไลน์แอ๊กเคาต์ และอุปกรณ์สื่อสารที่เชื่อมโยงกันได้ในเกือบทุกรูปแบบ
ความเป็นส่วนตัวกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในโลกการใช้ชีวิตดิจิทัลและเรื่องยุ่งๆ มักเกิดขึ้นทันทีที่ “รักมีปัญหา”
จากผลการวิจัยพบว่าผู้ใช้ 21% มักใช้ช่องทางออนไลน์สอดส่องติดตามความเคลื่อนไหวผ่านแอ๊กเคาต์ที่เคยใช้ร่วมกัน แต่แฝงเจตนาเพื่อหวังแก้แค้นหรือหาข้อมูลไว้กระแนะกระแหนคนรักใหม่ของอีกฝ่าย
70% ของบรรดาคู่รักมักใช้พาสเวิร์ด เลขรหัสผ่าน หรือรอยพิมพ์นิ้วมือร่วมกันเพื่อเป็นรหัสในการใช้อุปกรณ์สื่อสารส่วนตัว
26% เก็บข้อมูลลับสุดส่วนตัวบางอย่างไว้บนอุปกรณ์ของคู่รักของตน เช่น ข้อความส่วนตัวบางอย่างที่สื่อสารหากันเฉพาะเราสองคน เป็นต้น 14% มักเก็บรูปภาพที่เฉพาะตัวสุดสุด และ12% เป็นคลิปวิดีโอ
นอกจากนี้ โดยทั่วไปจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแอ๊กเคาต์ออนไลน์ ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลด้านการเงิน (11%) หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการงาน (11%) เป็นต้น
ทั้งหมดที่กล่าวมาคงไม่ใช่ประเด็นปัญหา หากสัมพันธภาพความรักยังแน่นแฟ้นดี เพราะจะถือได้ว่าข้อมูลอยู่ในมือของคนที่ไว้ใจได้ แต่ควรตระหนักไว้เสมอว่าทั้งหมดนี้จะกลายเป็นปัญหาขึ้นมาทันที เมื่อเลิกร้างกัน
เมื่อสัมพันธภาพดูจะคลอนแคลนง่อนแง่น การแชร์ความทรงจำสุดส่วนตัวบนอุปกรณ์สื่อสารหรือโน้ตบุ๊กที่ใช้ร่วมกันหรือข้อมูลออนไลน์แอ๊กเคาต์ จากที่เป็นเรื่องธรรมดาของคนรักกันต้องแชร์กัน จะเริ่มกลายเป็น “ฝันร้าย” ของความเป็นส่วนตัวขึ้นมาทันที
คนที่เคยผ่านประสบการณ์ฝันร้ายจากการเลิกราเหล่านี้มาแล้ว พบว่า 12% ได้แชร์หรือต้องการที่จะแชร์ (เปิดโปง) ข้อมูลส่วนตัวของคนรักเก่าให้โลกได้รับรู้เป็นการแก้แค้น
12% ได้ทำลายหรือต้องการทำลายอุปกรณ์ที่เคยร่วมกันนั้นให้สิ้นไป และ 21% แอบส่องคนรักเก่าผ่านทางแอ๊กเคาต์ที่เคยเข้าได้
นอกจากนี้ ยังอาจมีผลกระทบลามไปถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ อีกด้วย ผลการศึกษาชี้ว่า หนึ่งในสิบ (10%) ของคนที่เลิกรากันไปยอมรับว่าแอบใช้จ่ายเงินของคู่รักเก่าทางออนไลน์ด้วย
ทั้งยังพบอีกด้วยว่า มีความแตกต่างทางพฤติกรรมระหว่างหญิงและชาย โดย “ฝ่ายชาย” เป็นฝ่ายที่ปล่อยข้อมูลเพื่อแก้แค้นฝ่ายหญิงมากกว่า (17% ต่อ 7%) และหาประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้น (17% ต่อ 8%)
ขณะที่ฝ่ายหญิงมีแนวโน้มที่จะเลือกทำในสิ่งที่ชอบธรรมมากกว่าด้วยการลบข้อมูลทิ้งจากเครื่องที่เคยใช้ร่วมกันไปเลย (55% ต่อ49%) รวมทั้งรูปภาพ คลิปวิดีโอหลังเลิกกันไป (56% ต่อ 48%)
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายหญิงมักเป็นฝ่ายที่มีกลเม็ดและลูกเล่นต่างๆ เช่น 33% ยอมรับว่าอาศัยโซเชียลเน็ตเวิร์กคอยแอบส่องความเป็นไปของคนรักเก่า เทียบกับฝ่ายชายที่มีเพียง 28% ที่ทำแบบนี้
ใช่หรือไม่ว่าการยุติความสัมพันธ์ต่อกันไม่ควรกลายมาเป็นความเสี่ยงต่อข้อมูลลับส่วนบุคคลของใครเลย แต่จากผลการสำรวจข้างต้นชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร และเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทางที่ดีควรหมั่นเปลี่ยนพาสเวิร์ดในการเข้าแอ๊กเคาต์ต่างๆ โดยเฉพาะแอ๊กเคาต์ที่เคยแชร์กับคน (เคย) รักกัน
ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป และในทุกสิ่งทุกเรื่องมักมีสองด้านเสมอ

